Archive timeline Latest 날짜가 노란색으로 강조됩니다
1위 핵심 이슈 2–4위 주요 이슈 5–7위 참고 이슈 8–10위 관찰 이슈
1 핵심
태국 기타 최종 63.2
근거 출처 3개 보기 타이라트 (태국어) — ไทยแถลงเปิด UNCLOS ยันเดินหน้าประนอมเขตทะเล อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทํา รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยแถลงเปิดการประชุมคณะกรรมาธิการประนอม UNCLOS ครั้งแรก ยืนยันจะเดินหน้าประนอมเขตทะเลกับกัมพูชา อัดกัมพูชาเล่นบทผู้ถูกกระทํา
마티촌 (태국어) — คมนาคมผนึกเอกชน ยกระดับ ‘ท่าเรือระนอง’ ติดตั้งเครน STS -ท่าเรือสงขลา พร้อมเปิดประตูการค้าสองฝั่งทะเล “สรรเพชญ” เผย คมนาคม-เอกชนผนึกกําลัง ยกระดับท่าเรือภาคใต [...]
webmaster@thaipbs.or.th — รัฐเร่งเชื่อมข้อมูล 58 รายการผ่าน GDX เดินหน้า "ไม่เรียกสําเนาเอกสาร" ติดต่อราชการ วันนี้ (15 ก.ย.2569) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ โดยผลักดันแนวทาง "ไม่เรียกเอกสารจากประชาชน" สําหรับเอกสารสําคัญ 58 รายการ ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ หรือ Government Data Exchange (GDX) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบและใช้ข้อมูลระหว่างกัน แทนการขอสําเนาเอกสารจากประชาชน ข้อเสนอดังกล่าวครอบคลุมเอกสารที่ประชาชนใช้บ่อย เช่น บัตรประจําตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน, ทะเบียนสมรส, ทะเบียนหย่า, สูติบัตร, ใบมรณบัตร, เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, หนังสือรับรองนิติบุคคล และใบอนุญาตขับรถ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลให้ครบภายใน 1 ปีนับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ การดําเนินการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยเอกสาร 31 รายการที่มีข้อมูลพร้อมผ่าน GDX แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเชื่อมโยง และนําข้อมูลไปใช้แทนการเรียกเอกสารจากประชาชนภายในกรอบ 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนอีก 27 รายการที่ยังไม่มีข้อมูลพร้อมให้บริการผ่าน GDX จะเร่งเชื่อมโยงให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังเตรียมให้สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง เร่งเชื่อมโยง GDX กับระบบ Linkage Center เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎรผ่านช่องทางเดียว ลดความซ้ําซ้อนและความสับสนในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สําหรับการขับเคลื่อนมาตรการ จะให้ส่วนราชการ 163 หน่วยงานสํารวจความพร้อม ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมกําหนดให้เจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการ ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบข้อมูลแทนการเรียกเอกสารจากประชาชน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน หากหน่วยงานใดยังเรียกเอกสาร ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้แล้ว สํานักงาน ก.พ.ร. จะประสานให้แก้ไขภายใน 15 วัน และติดตามต่อเนื่อง โดยหากยังไม่ดําเนินการภายในกรอบที่กําหนด อาจนําไปประกอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าส่วนราชการ และกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจมีประเด็นความรับผิดทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายคือประชาชนไม่ควรต้องถือสําเนาเอกสาร ที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้วไปยื่นให้รัฐอีก การเชื่อมข้อมูลให้หน่วยงานใช้ร่วมกัน จะช่วยลดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และขั้นตอนการติดต่อราชการ พร้อมทําให้บริการภาครัฐสะดวกและเป็นดิจิทัลมากขึ้น ทั้งนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลจะต้องดําเนินการภายใต้มาตรฐานกลางของภาครัฐ โดยคํานึงถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น อ่านข่าว : 15 ธ.ค. ขึ้นค่าทางด่วน "ประจิมรัถยา" รถ 4 ล้อ 80 บาท 6–10 ล้อ 130 บาท ทส.ไฟเขียว "เขาสมโภชน์" ขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดําบรรพ์แห่งที่ 29 ผบช.ก.มอบ "พล.ต.ต.สุวัฒน์" สอบคดีแอบถ่ายหน่วยเลือกตั้ง-เอกสารฮั้ว สว.หลุด
2 주요
태국 기타 최종 63.2
근거 출처 6개 보기 마티촌 (태국어) — กกต.เปิดทั้ง 21 มติ ไม่ฟ้องบิ๊กภูมิใจไทยรายคน ‘อนุทิน-เนวิน’ 5 ต่อ 2 – มีเอกฉันท์ 7 คน กกต.เปิดเผยมติการพิจารณาสํานวนการไต่สวนการเลือก สว. ข้อก [...]
타이라트 (태국어) — เปิดมติ กกต.คดีฮั้ว สว. ไม่ส่งศาล “อนุทิน-เนวิน” 5:2 กลุ่มภูมิใจไทย เอกฉันท์ 7 ราย กกต. เปิดมติคดีฮั้ว สว. ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 กลุ่ม กก.บห. - สส.ภูมิใจไทย มติเอกฉันท์ไม่ส่งศาลฎีกา 7 ราย ส่วน “อนุทิน-เนวิน” เสียงข้างมาก 5:2 ส่วน สว. รอด 137 คน
webmaster@thaipbs.or.th — กกต.เปิดผลลงมติข้อกล่าวหา 1-2 คดีฮั้ว สว. "อนุทิน-เนวิน-ภราดร" คะแนนไม่ส่งฟ้อง 5 : 2 เสียง วันนี้ (15 ก.ย.2569) สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สํานวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ข้อกล่าวหาที่ 1 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 “กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทําการโดยวิธีใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทําให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติไม่ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดําเนินคดีอาญา สําหรับผู้ถูกร้อง จํานวน 21 ราย โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ จํานวน 7 ราย มีมติ 6 ต่อ 1 จํานวน 2 ราย มีมติ 5 ต่อ 2 จํานวน 12 ราย 2. ข้อกล่าวหาที่ 2 มาตรา 76 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 “ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา” คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) ไม่ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดําเนินคดีอาญา จํานวน 140 ราย สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444 อ่านข่าว : เปิดเบื้องหลังมติ กกต.คดีฮั้ว สว.พบ 26 สว.ถูกฟ้องด้วยมติ 4 : 3 เสียง "สิทธิโชติ-ชาย" 2 เสียงข้างน้อย กกต.เปิดเหตุลงมติส่งฟ้อง กก.บห.-สส.คดีฮั้ว สว. "อนุทิน" มอบทีมกฎหมาย ยื่นฟ้อง "ยิ่งชีพ" หมิ่นประมาทฯ ปมฮั้ว สว. "ภราดร" โต้ iLaw ยันไม่ฉลาดพอคิดระบบฮั้ว สว. ชี้ ภท. ถูกดิสเครดิต เปิด 77 ชื่อ กกต.ส่งฟ้องศาลฯ คดี ฮั้วเลือก สว. กกต.มีมติคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน เป็น สว. 26 คน - กก.บห.ภูมิใจไทยรอดหมด ย้อนเส้นทางคดีฮั้ว สว. เปิดหลักฐานชี้ขาด 229 ผู้ถูกกล่าวหา
webmaster@thaipbs.or.th — เปิดเบื้องหลังมติ กกต.คดีฮั้ว สว.พบ 26 สว.ถูกฟ้องด้วยมติ 4 : 3 เสียง วันนี้ (15 ก.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี กกต.มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.จํานวน 77 คน นั้น มีรายงานว่า ผลการลงมติผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคลทั้ง 427 คน ใน 7 ข้อกล่าวหานั้น เสียง กกต.ที่ลงมติส่วนใหญ่เป็นเสียงข้างมากทั้งสิ้น โดยมีทั้ง 4 : 3, 5 : 2, 6 : 1 และมีเพียงไม่กี่รายที่เป็นมติเอกฉันท์ ในกรณีที่ กกต.มีมติสั่งฟ้อง สว.จํานวน 26 คน ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 คือ การฝ่าฝืนระเบียบการแนะนําตัวของผู้สมัคร ไปจนถึงการให้หรือสัญญาจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน การจัดเลี้ยง การเรียกรับตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2560 มาตรา 77 (1) (3) นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการสมัคร สว. ตามมาตรา 79 และผู้มีสิทธิเลือกเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการลงคะแนน ตามมาตรา 81 นั้นเป็นมติเสียงข้างมาก 4 : 3 เสียง ขณะที่ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 2560 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ที่กําหนดห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทําให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” และผู้สมัครยินยอมให้พรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค สส.และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพรรคภูมิใจไทยถูกร้องรวม 21 คน และ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้องทั้งหมดนั้นก็เป็นเสียงข้างมาก 5 : 2 เสียง โดย 2 เสียงข้างน้อย คือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย ส่วนที่ กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ อาทิ ในรายของนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม — กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลําภู ซึ่งตามสํานวนของคณะที่ 26 พบหลักฐานเส้นทางการเงินและแชตไลน์ กับ นายสุบิน ศักดา ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลอื่น โดยนายสุบิน เป็นผู้ช่วย สส.ของนายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ที่พบหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้กับ นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร น.ส.นิสิตา หมั่นไชย ซึ่งก็ถูก กกต.สั่งฟ้องด้วย อ่านข่าว : ผบช.ก.มอบ "พล.ต.ต.สุวัฒน์" สอบคดีแอบถ่ายหน่วยเลือกตั้ง-เอกสารฮั้ว สว.หลุด "อนุทิน" มอบทีมกฎหมาย ยื่นฟ้อง "ยิ่งชีพ" หมิ่นประมาทฯ ปมฮั้ว สว. ตั้ง คกก.สอบปมพนักงานสอบสวน DSI ข่มขู่พยานคดีฮั้ว สว. เปิด 77 ชื่อ กกต.ส่งฟ้องศาลฯ คดี ฮั้วเลือก สว. เปิด 7 ข้อกล่าวหา กกต.ชี้ขาด 229 คนคดีฮั้วเลือก สว. ย้อนเส้นทางคดีฮั้ว สว. เปิดหลักฐานชี้ขาด 229 ผู้ถูกกล่าวหา กกต.มีมติคดีฮั้ว สว. ส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน เป็น สว. 26 คน - กก.บห.ภูมิใจไทยรอดหมด
webmaster@thaipbs.or.th — พลีชีพ คดีฮั้วเลือกตั้งสว. "กกต.-ภูมิใจไทย" ใคร (ไม่) รอดจากรอยรั่ว หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาดําเนินคดีอาญา 77 คน คดีฮั้วเลือกสว. ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ที่ดํารงตําแหน่งขณะถูกร้อง 26 คน ผู้มี สิทธิเลือกสว. 36 คน และบุคคลอื่นอีก 15 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน แต่ผู้ถูกกล่าวหาประกอบด้วยนักการเมือง และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมทั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล ” และ “เนวิน ชิดชอบ ” จํานวน 20 คน “รอดยกแผง” แม้มติดังกล่าว จะเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก พรรคการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง นักวิเคราะห์การเมือง นักวิชาการบางส่วน และประชาชนทั่วไป เนื่องจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ถูกดําเนินคดี และอาจทําให้กกต.มีความสุ่มเสี่ยงต่อความผิดอาญามาตรา 157 หากถูกผู้เสียหายร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาช่วยเหลือผู้กระทําผิด จนนําไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้เช่นกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดพลิกผันที่ทําให้ “ภูมิใจไทย” รอดจากคดีฮั้วเลือกตั้งสว. คือ “การกลับคํา” ให้การของ “เอกราช ช่างเหลา” พยานรหัส 16 ในครั้งที่ 5 ช่วงเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งระบุชัดในเอกสารว่า “ ...ในช่วงปี 2568 ถูกรัฐบาลในขณะนั้น กดดันให้ใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย” หลังถูกกันไว้เป็นพยานก่อนหน้านี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568 ซึ่งเข้าสู่ขั้นตอนของฝ่ายเลขาสํานักงานเลขาธิการของกกต. แต่ช่วงนั้นยังไม่พบความเคลื่อนไหวของพยาน เมื่อเดือนก.ย.2568 เข้าสู่ช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 กกต.ได้มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง “คณะที่ 36” ได้ลงความเห็น ไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีโกงเลือก สว. 229 คน และตามมาด้วยการลงมติชี้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล เมื่อวานนี้ (14 ก.ย.2569) ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุตอนหนึ่งว่า “...ความไม่สอดคล้องของพยานรหัสมันเกิดขึ้น พยานรหัสที่ 22/26 ก็เหมือนกัน ไม่เคยกล่าวถึงว่า กลุ่มผู้ถูกร้องอยู่ในขบวนการ แต่ให้ถ้อยคําว่าเขาน่าจะได้ เพราะมีการทําโพย แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นคนทําให้ อีกทั้งอ้างว่าพยาน 16/26 เป็นคนส่งชื่อไป จะเห็นว่าไม่มีความสอดคล้องของพยานเลย โดยพยานทั้ง 3 ได้กลับคําให้การ ทั้งพฤติการณ์ผู้ถูกกล่าวหา เส้นเงิน เขาบอกว่าไม่เป็นความจริง “พยานรหัส 16/26 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจําคุก 11 ปี คดียักยอกทรัพย์ ถูกตัดสิทธิทางการเมืองคดีจริยธรรม ต้องดูว่าเขามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ประเด็นความไม่สอดคล้องกัน และการตรวจสอบเส้นเงินของกลุ่มที่ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติ โทรศัพท์อาจจะมีการโทรหากัน แต่ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร” ดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นการให้ “น้ําหนัก” กับพยานที่กลับคําให้การ ทําให้กกต.ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า เหตุใดจึงชื่อว่าพยานที่ถูกขับออกจากพรรคฯไปแล้ว เป็นปฏิปักษ์กับ “ภูมิใจไทย” ทั้ง ๆ ที่พยานเคยอยู่หลายพรรคการเมือง ล่าสุดวันนี้ (15ก.ย.2569) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะทํางานฝ่ายกฎหมายของพรรค ร่วมกันแถลงว่า พรรคฯจะมีการดําเนินคดีกับกกต.ตามมาตรา 157 เนื่องจากมติไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และยังขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายที่กกต.และศาลฎีกาเคยมีคําพิพากษาไว้ “มีผู้เสียหายที่จะดําเนินคดีกับกกต.ในความผิดมาตรา 69 ของกฎหมายกกต.และความผิดอาญามาตรา 157 และมาตรา 172 การปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า กกต. พยายามนํามาตรฐานคดีอาญา ที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยมาจับ ทั้งที่อํานาจ กกต. ครอบคลุมคดีเลือกตั้ง ซึ่งใช้เพียงหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม...ข้อหาที่ 3 ถึง 7 ที่ กกต. ฟันผู้ต้องหา 77 คนนั้น มีลักษณะพฤติกรรมเป็นขบวนการอย่างชัดเจน บุคลากรหลายคนสังกัดพรรคการเมืองเดียวกัน และมีรูปแบบการกระทําคล้ายคลึงกันอย่างเป็นระบบ แต่ กกต. กลับมองเป็นความผิดรายบุคคล โดยไม่ขยายผลไปถึงผู้วางแผน อยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม จะเร่งดําเนินการเรื่องดังกล่าวให้เร็วที่สุด โดยแนะนําให้ผู้เสียหายโดยตรง เป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติผิดชอบกลาง เนื่องจากมีข้อจํากัดทางกฎหมายน้อยกว่าพรรคการเมือง และถือเป็นการปกป้องประโยชน์สาธารณะของระบบประชาธิปไตย ขณะที่ความเคลื่อนไหวของสว.ทั้ง 26 คนที่ดํารงตําแหน่งขณะถูกร้องล่าสุดพบว่า ยังคงเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมวุฒิสภาตามปกติ ซึ่งขั้นตอนจากนี้ กกต. ต้องจัดทําคําวินิจฉัยสํานวนการเลือกสว. ภายใน 60 วัน เพื่อยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่มีการลงมติ ทั้งนี้จากการสํารวจรายชื่อสว.ในสังกัด “บ้านใหญ่สีน้ําเงิน” พบว่ากระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ เช่น กลุ่มสายบ้านใหญ่สุโขทัย บ้านใหญ่ลําพูน บ้านใหญ่อุทัยธานี บ้านใหญ่ประจวบฯบ้านใหญ่อยุธยา บ้านใหญ่อ่างทอง บ้านใหญ่ภาคใต้ ว่ากันว่าทั้งหมดนี้ เป็นผู้ยอม “พลีชีพ” รักษาความอยู่รอด ส่วนจะมีสิ่ง “แลกเปลี่ยน” อื่นใดหรือไม่นั้น ยังยากจะคาดการณ์ บ้านใหญ่สุโขทัย 1.พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว.สุโขทัย ชาว อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย อดีตรองผู้อํานวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) 2.นงลักษณ์ ก้านเขียว สว.สุโขทัย อดีตผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล (รพ.สต.) สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย สายบ้านใหญ่ลําพูน 3.วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ส.ว.เชียงใหม่ อดีตผู้บริหารกลุ่มบริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จํากัด (มหาชน) ผู้ร่วมก่อตั้งทีมฟุตบอลช้างเผือกเชียงใหม่ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อทีมเป็น เชียงใหม่ ยูไนเต็ด 4.วิเชียร ชัยสถาพร ส.ว.ลําพูน อดีตที่ปรึกษาและผู้ช่วยผู้อํานวยการสโมสรฟุตบอลลําพูนวอริเออร์ สายบ้านใหญ่เมืองอุทัย 5.อลงกต วรกี สว.อุทัยธานี อดีตรองผวจ.จอุทัยธานี 6.เศก จุลเกสร สว.นครสวรรค์ เจ้าของสํานักงานกฎหมายทนายเศก นครสวรรค์ 7.พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย สว.ลําปาง 8.ชีวะภาพ ชีวะธรรม สว.สิงห์บุรี อดีตมือปราบพยัคฆ์ไพร และรองอธิบดีกรมป่าไม้ สายบ้านใหญ่ประจวบฯ 9.มาเรีย เผ่าประทาน สว.ประจวบคีรีขันธ์ อดีตกํานัน ต.ทับสะแก ลูกสาว สวาป เผ่าประทาน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พี่สาว พงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย 10.ภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ สว.สิงห์บุรี อดีตประธานอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จังหวัดสิงห์บุรี สายบ้านใหญ่อยุธยา 11.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ สว.พระนครศรีอยุธยา อดีตพนักงานบริษัทด้านการขนส่งและชิปปิ้ง ใน จ.พระนครศรีอยุธยา สายบ้านใหญ่อ่างทอง 12.สุเทพ สังข์วิเศษ สว.อ่างทอง อดีตผู้อํานวยการโรงเรียนโรงเรียนปาโมกข์วิทยาภูมิ จ.อ่างทอง สายบ้านใหญ่บุรีรัมย์ 13.พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว.สุรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค 3 (จังหวัดสุรินทร์) 14.วิวัฒน์ รุ้งแก้ว สว.ศรีสะเกษ อดีตข้าราชการครูโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย 15.สมหมาย ศรีจันทร์ สว.นครพนม เกษตรกร และอดีตรองประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม 16.สากล ภูลศิริกุล สว.นครพนม อดีตประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม และอดีตนายก อบจ.นครพนม 17.สิทธิกร ธงยศ สว.นครพนม ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และอดีตสมาชิกสภาเทศบาลตําบลบ้านแพง อ.บ้านแพง 18.สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว.หนองบัวลําภู อดีต สส.หนองบัวลําภู สังกัดหลายพรรคการเมือง สายบ้านใหญ่ภาคใต้ 19.อัจฉราพรรณ หอมรส สว.สุราษฎร์ธานี อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเลขาคณะกรรมการพัฒนาสตรี ภาคใต้ 20.นิรุตติ สุทธินนท์ สว.ระนอง นักธุรกิจ และอดีตนายกสโมสรไลออนส์ระนอง 21.สมศักดิ์ จันทร์แก้ว สว.นครศรีธรรมราช อดีตกรรมการสมาคมโรงสีข้าวภาคใต้ 22.เตชสิทธิ์ ชูแก้ว สว.นครศรีธรรมราช อดีตวิศวกร นครศรีธรรมราช 23.ณัฐกิตติ์ หนูรอด สว.นครศรีธรรมราช อดีตผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 4 พรรคภูมิใจไทย ปี 2566 24.ยะโก๊ป หืมละ สว.สงขลา นักธุรกิจสวนปาล์ม และอดีตคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดสงขลา 25.โสภณ มะโนมะยา สว.สงขลา นักธุรกิจและอดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองสะเดา จ.สงขลา 26.นิพนธ์ เอกวานิช สว.ภูเก็ต อดีตประธานกรรมการ บริษัท ภูเก็ต สมาร์ท บัส จํากัด (PKSB) บริษัทในเครือภูเก็ตพัฒนาเมือง (PKCD) สําหรับผู้ที่มีรายชื่อดังกล่าว ตามขั้นตอนของกฎหมาย กกต.จะเสนอส่งไปยังศาล ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมให้สันนิษฐานว่า ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคําพิพากษาจนถึงที่สุด ส่วนจะมีใครตามอีกหรือไม่นั้น เชื่อว่าหลายกลุ่มยังคอยจับตาและส่องสํารวจรอยรั่วต่อไป อ่านข่าว : เปิด 77 ชื่อ กกต.ส่งฟ้องศาลฯ คดี ฮั้วเลือก สว. หุ้นไทยปิดหลุด 1,600 ดิ่ง 13 จุด ต่างชาติเทขาย 2 วัน 5 พันล้าน "คดีฮั้วเลือกตั้งสว." เส้นทางวิบาก "ดีเอสไอ" ใต้ร่มเงาภูมิใจไทย
3 주요
태국 기타 최종 60.5
근거 출처 2개 보기 타이라트 (태국어) — กทพ. หารือ BEM ลดผลกระทบประชาชน ก่อนปรับค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา 15 ธ.ค. 69 กทพ. เผยหารือ BEM บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ก่อนปรับค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา (ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ) อัตราใหม่ที่จะเริ่ม 15 ธ.ค. 2569 เผยสัญญาสัมปทานปรับ 15-35 บาท ทุกๆ 5 ปี
webmaster@thaipbs.or.th — 15 ธ.ค. ขึ้นค่าทางด่วน "ประจิมรัถยา" รถ 4 ล้อ 80 บาท 6–10 ล้อ 130 บาท วันนี้ (15 ก.ย.2569) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีการปรับอัตราค่าผ่าน ทางพิเศษประจิมรัถยา (ทางพิเศษสายศรีรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร) ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.2569 เป็นต้นไป การปรับอัตราค่าผ่านทางดังกล่าว เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในสัญญาสัมปทานการลงทุน สัญญาสัมปทานฯ ระบุให้มีการปรับอัตราค่าผ่านทาง (15-35 บาท) ทุก ๆ 5 ปี โดยบริษัท ทางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นผู้รับสัมปทาน และเป็นผู้ลงทุนโครงการทั้งหมด 100% การดําเนินงานรวมถึงการกําหนดอัตราค่าผ่านทางจึงเป็นไปตามสิทธิ หน้าที่ และข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้ กทพ. อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดร่วมกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปแนวทางการช่วยเหลือที่เหมาะสมบรรเทาความเดือดร้อน และลดผลกระทบจากภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยจะประกาศรายละเอียดให้ประชาชนได้รับทราบอย่างเป็นทางการล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นค่าผ่านทางในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าผ่านทางในครั้งนี้ จะปรับขึ้นเฉพาะทางพิเศษประจิมรัถยา (ทางพิเศษ สายศรีรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร) เท่านั้น อัตราค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา รถยนต์ 4 ล้อ (รถที่มีล้อไม่เกิน 4 ล้อ): อัตราใหม่ 80 บาท/คัน (เดิม 65 บาท) รถยนต์ 6–10 ล้อ (รถที่มีล้อเกิน 4 ล้อ แต่ไม่เกิน 10 ล้อ) อัตราใหม่ 130 บาท/คัน (เดิม 105 บาท) รถยนต์เกิน 10 ล้อ (รถที่มีล้อเกิน 10 ล้อขึ้นไป) อัตราใหม่ 185 บาท/คัน (เดิม 150 บาท) อ่านข่าว รัฐเร่งเชื่อมข้อมูล 58 รายการผ่าน GDX เดินหน้า "ไม่เรียกสําเนาเอกสาร" ติดต่อราชการ รัฐบาลชั่งใจต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” รอลุ้นตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค. "อนุทิน" มอบทีมกฎหมาย ยื่นฟ้อง "ยิ่งชีพ" หมิ่นประมาทฯ ปมฮั้ว สว.
4 주요
태국 기타 최종 59.9
근거 출처 4개 보기 마티촌 (태국어) — “สิทธิโชติ”ชี้แจงรายละเอียด กกต.เสียงข้างน้อยมติฟันโกงสว.-ยันหลักฐานชัดจนเห็นช้างทั้งตัว!! วันที่ 15 กันยายน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลื [...]
마티촌 (태국어) — รักชนก ขอบคุณสิทธิโชติ ชี้ชัดหายสงสัย ทําไมคนตัวใหญ่รอดคดีฮั้ว ส.ว. รักชนก ลั่น เจ็บคอไอ คุก คุก หลังหายสงสัยคนตัวใหญ่รอดคด [...]
마티촌 (태국어) — คําต่อคํา สิทธิโชติ กกต.เสียงข้างน้อย ชี้มติคดีฮั้วสว.ไม่เอกฉันท์ 5:2 ตีตก บิ๊กพรรคการเมือง คําต่อคํา สิทธิโชติ กกต.เสียงข้างน้อย ชี้มติคดีฮั้วสว.ไม่ [...]
webmaster@thaipbs.or.th — "สิทธิโชติ-ชาย" 2 เสียงข้างน้อย กกต.เปิดเหตุลงมติส่งฟ้อง กก.บห.-สส.คดีฮั้ว สว. ภายหลังเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาสํานวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. มีผู้ถูกร้อง 427 คน มีมติส่งศาลฎีกาฯ และดําเนินคดีอาญา 77 คน โดยในจํานวนนี้เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ส่วนกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายเนวิน ชิดชอบ ไม่มีมติส่งศาลฏีกาฯ วันนี้ (15 ก.ย.2569) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. แถลงว่า การประชุมก่อนการแถลงมติเมื่อวานนี้ ได้พูดคุยกันว่าจะชี้แจงที่ละข้อกล่าวหา ว่า กกต.มีมติเสียงข้างเท่าใด เสียงข้างน้อยเท่าใด เช่นเดียวกับมติของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะระบุว่าคําร้องหรือข้อกล่าวหานี้ผลเป็นอย่างไร ด้วยมติเสียงข้างมากเป็นใครบ้าง เสียงข้างมากเป็นใครบ้าง ในที่ประชุมคุยกันว่า ไม่ต้องบอกชื่อก็ได้ แต่ขอให้บอกว่าแต่ละข้อกล่าวหา กกต.ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร ส่วนเสียงข้างน้อยมีกี่เสียงก็บอกไปด้วย เพราะทุกมติ ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ซะทีเดียว นายสิทธิโชติ กล่าวต่อว่า ส่วนสําคัญคือข้อกล่าวหาที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับการกระทําของบุคคลในพรรคการเมือง กก.บห.พรรคการเมือง และ สส. ยืนยันว่า มติไม่เป็นเอกฉันท์ ในส่วนผู้ถูกร้องที่สําคัญ อาจเป็นมติให้ยกคําร้อง 5 เสียง ต่อให้ลงโทษ 2 เสียง ส่วนบางคนอาจเป็น 6 ต่อ 1 เสียง และบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย อาจเป็นมติยกคําร้องแบบเอกฉันท์ ซึ่งเป็นการพิจารณาตาม พยานหลักฐาน นายสิทธิโชค ยอมรับว่า ตนเองและนายชาย นครชัย เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งดูพยานและหลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างเชื่อได้ โดยต้องมองบริบทการกระทําครั้งนี้ ว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่กระจายทั่วทั้งประเทศ ในส่วนที่จับได้ไล่ทัน เช่น กลุ่มนครศรีธรรมราช กลุ่มภูเก็ต กลุ่มหนองบัวลําภู กลุ่มอุทัยธานี-นครสวรรค์ กลุ่มสุโขทัย ซึ่งมาประชุมกันในแต่ละโรงแรมเพื่อจัดทําโพย พอเราจับได้ พบว่าโพยมีอยู่ 12 โพยฮั้ว มีหมายเลขเขียนไว้ และพบว่าผู้ที่ได้ลําดับ 1-7 มีชื่ออยู่ใน 12 โพยดังกล่าว ซึ่งเกิดจากกลุ่มมาทําโพย และมติลงโทษในกลุ่มนี้ สะท้อนว่าการทําโพยนี้ เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง และอาจมีความผิดทางอาญาด้วย หากเข้ามาตรา 77 (1) การให้ทรัพย์สินกันฯ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.2560 ทุกพื้นที่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับพรรค ๆ เดียว ไม่มีพรรคอื่นมาแทรกเลย ทุกคนล้วนแต่เป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวข้องกับพรรค และในกลุ่มนี้ เมื่อทําโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคําให้การ นายสิทธิโชค อธิบายเหตุผลในการลงมติเป็นเสียงข้างน้อย ว่า ตนเองไม่ได้เชื่อว่าพยานคนนี้ จะมีน้ําหนักให้เชื่อถือหรือไม่ แต่เชื่อถือว่าคําตามคําให้การ สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พิสูจน์ได้จากการทําโพยทุกจังหวัด รวมทั้งการโทรศัพท์ติดต่อ ทั้งสมาชิกพรรค กก.บห. สส. เมื่อตรวจสํานวนแล้วพบว่าเชื่อมโยงกันจริง และหลังจากประกาศผลการเลือก สว.แล้ว ได้มีการนัดประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ซึ่งคนอยู่ในพรรคก็มาร่วมประชุม โดยพยานให้การว่า ในวันดังกล่าวมีการนัดประชุม สว. เพื่อกําหนดตัวประธานฯ และรองประธานฯ ซึ่งมีการเก็บโทรศัพท์ แต่พบคนสําคัญของพรรคเดินออกมา อาจพบถึงหัวหน้าพรรค แต่อยู่คนละห้องกัน พฤติการณ์เหล่านี้ รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของ รมต.บางคน ภายหลังหรือช่วงเวลที่เลือกตั้ง มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นส่วนน้อย ก็เห็นว่ากรณีแบบนี้อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการสนับสนุน หรือทําให้เกิดเหตุการณ์ทําโพยฮั้วในแต่ละจังหวัด ตามที่พยานปากนี้ได้ให้การ รวมทั้งนายดิเรก ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ บอกชื่อคน ๆ หนึ่งว่า เคยอยู่กับรัฐมนตรีหนุ่ม ๆ พร้อมบอกพฤติการณ์ว่า ตรงกับพยานรหัสที่ 16/26 ส่วนพยานที่กลับคําให้การนั้น นายสิทธิโชค เห็นว่าไม่น่าใช่การข่มขู่ เพราะขณะนั้นยังเป็น สส. ส่วนอีก 1 คนที่กลับคําให้การ เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสําคัญ นายสิทธิโชค กล่าวว่า พยานยื่นหนังสือกลับคําให้การในช่วงตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ในวันที่ 30 ต.ค.2568 ห่างจากที่ให้การไว้นานมาก ความเห็นเสียงข้างน้อย จึงเห็นว่าผู้ถูกร้องมีความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 โดยยืนยันว่า กกต.ไม่ได้มีมติเอกฉันท์ในกลุ่มคนสําคัญ มีแต่เป็นมติ 5 ต่อ 2 เสียง "นักการเมืองคนสําคัญ ๆ ของประเทศ ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเอง แต่จะออกจากคนรอบข้าง หรือคนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ส่วนใหญ่ที่ออกจากพยานบอกว่า ให้ไปรับเงินสดที่ชั้น 4 เป็นคํากล่าวอ้าง ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ ส่วนเส้นเงิน สว.ตัวจริงบางคน ยกตัวอย่างจากประจวบคีรีขันธ์ เส้นเงินมือจ่ายโอนไปทางใต้ สุราษฎร์ฯ ท่านโอนเป็นแสน ๆ อยากรู้ว่ารับมาจากใคร ผมก็ถามคณะที่ 26 ว่าคนที่โอนเป็นใคร เพื่อจะได้ไปต่อ แต่ได้รับแจ้งว่า กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับเส้นเงินนี้ มันจึงไปไม่ได้ แต่ผมก็เห็นว่าผิด จะให้ไปถึงแหล่งเงินที่โอน เพื่อไปต่อก็มีข้อจํากัด" นายสิทธิโชค กล่าว นายสิทธิโชค ยังกล่าวว่า พยานรหัส 16/26 ที่กลับคําให้การมาบอกว่า โพยไม่มีอยู่จริง แต่เป็นการทําขึ้นภายหลังนั้น ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิด ซึ่งจับภาพในวันเลือก สว. 26 มิ.ย. เห็นผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับประเทศรายหนึ่ง ดึงเปิดโพยออกมาเพื่อจะลอก ซึ่งมีอยู่ 20 ช่อง ยืนยันว่าในวันนั้นมีโพยอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่การทําภายหลังที่คณะฯ 26 อ่านข่าว : เปิดเบื้องหลังมติ กกต.คดีฮั้ว สว.พบ 26 สว.ถูกฟ้องด้วยมติ 4 : 3 เสียง ทส.ไฟเขียว "เขาสมโภชน์" ขึ้นทะเบียนแหล่งซากดึกดําบรรพ์แห่งที่ 29 ผบช.ก.มอบ "พล.ต.ต.สุวัฒน์" สอบคดีแอบถ่ายหน่วยเลือกตั้ง-เอกสารฮั้ว สว.หลุด
5 참고
6 참고
태국 기타 최종 59.9
근거 출처 2개 보기 마티촌 (태국어) — กางกรมธรรม์ ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ น้ําท่วม-แผ่นดินไหว-ภูเขาไฟระเบิด ได้เท่าไหร่ กางกรมธรรม์ ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ น้ําท่วม-แผ่นดินไหว- [...]
webmaster@thaipbs.or.th — ครม.เห็นชอบ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน เริ่มวันที่ 1 ต.ค. วันนี้ (15 ก.ย.2569) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย นายเอกภพ กล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจาก “ตั้งรับหลังเกิดภัย” สู่ “บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” เนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกําหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทําให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น สําหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจํานวนบ้านของสํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 ก.ย.2569 ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาท ต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาท ต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2,000,000 บาท ต่อคน ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สํานักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ ให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กําหนด ขณะที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สํานักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดําเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณ และเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด นายเอกภพ กล่าวอีกว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สิน และเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมิน และบริหารความเสี่ยง กําหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรง และเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น อ่านข่าว : ครม.โยกปลัดอุตสาหกรรม "ณัฐพล รังสิตพล" ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ครม.ดันโครงการ 5 จว.ชายแดนใต้ เดินหน้า 44 โครงการเร่งด่วน ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง "พล.อ.ชัยพฤกษ์" นั่งเลขาธิการ สมช. รัฐบาลดัน "ดอยอินทนนท์" สู่ "อุทยานมรดกอาเซียน" ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขค่าใช้จ่ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต จ่อชง ครม.อนุมัติโครงการแก้น้ําท่วม-แล้ง "เจ้าพระยาตอนล่าง" วงเงิน 9.5 หมื่นล้าน กทพ. ผลักดันทางด่วนภูเก็ต ชง ครม. เคาะเฟสแรก กะทู้–ป่าตอง ธ.ค.นี้ นายกฯ ไม่ปิดประตู “กล้าธรรม” ร่วมรัฐบาล บอกทุกอย่างเป็นไปได้หมด ชง "ไทยเที่ยวไทยพลัส" เข้า ครม. 22 ก.ย. คาดกระตุ้นท่องเที่ยว 2 หมื่นล้าน กรมการปกครอง แจงปมเอกสารแก้ พ.ร.บ.อาวุธปืนหลุด แค่ขั้น ครม.เห็นชอบหลักการ
7 참고
8 관찰
9 관찰
10 관찰
태국 과학·기술·산업 최종 56.1
근거 출처 1개 보기
Operated by SUNGSU AN 사진은 현지 뉴스 출처에서 자동 수집되며 저작권은 각 언론사에 있습니다. 활용 전 권리 확인이 필요합니다.