webmaster@thaipbs.or.th — ดัชนีค่าครองชีพพุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี ดันค่าใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่ม 7 เท่า [한국어/English]วันนี้ (22ก.ย.2569) นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย (CLI) ไตรมาส 3/2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4/2569 พบว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทยปรับตัวสูงขึ้น อย่างมีนัยสําคัญตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 114.4 เพิ่มขึ้น 14.5% จากไตรมาสแรก และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรัฐบาลผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ส่วนไตรมาส 4 คาดว่าดัชนีค่าครองชีพจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 111.8 เพิ่มขึ้น 0.9% จากปัจจัยราคาพลังงาน โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจกดดันราคาน้ํามันดิบในตลาดโลก และราคาน้ํามันขายปลีกในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ การปรับขึ้นของราคาน้ํามันขายปลีกในประเทศเฉลี่ย 26.6% ส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน โดยค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7 เท่า และยังอยู่ในระดับสูงกว่าไตรมาสแรก เมื่อจําแนกตามภูมิภาค พบว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล มีภาระค่าครองชีพสูงที่สุดมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10,170 บาทต่อครัวเรือนต่อไตรมาส หรือเฉลี่ย 3,390 บาทต่อเดือน รองลงมาคือภาคใต้ เพิ่มขึ้น 8,960 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,987 บาทต่อเดือน ส่วนภาคกลางเพิ่มขึ้น 8,617 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,872 บาทต่อเดือน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 7,083 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,361 บาทต่อเดือน และภาคเหนือเพิ่มขึ้น 7,043 บาทต่อไตรมาส หรือ 2,347 บาทต่อเดือน ภาพรวมทั้งประเทศ ภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8,362 บาทต่อครัวเรือน ต่อไตรมาส หรือ 2,787บาทต่อเดือน ทั้งนี้ ราคาน้ํามันที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลให้โครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่หมวดอาหารและที่อยู่อาศัยเป็นค่าใช้จ่ายหลัก กลายเป็นว่าในไตรมาส 2 ค่าเดินทางและการขนส่งขึ้นมาเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วน 49.3% หรือภาระเพิ่มขึ้น 1,373 บาทต่อเดือน รองลงมาคือ อาหารและเครื่องดื่ม สัดส่วน 23.7% หรือเพิ่มขึ้น 660 บาทต่อเดือน และที่อยู่อาศัย สัดส่วน 16.8% หรือเพิ่มขึ้น 468 บาทต่อเดือน สะท้อนว่าราคาพลังงาน ไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนการเดินทาง แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจด้วย สําหรับกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมาก พบว่าใน กรุงเทพฯ และปริมณฑล พนักงานประจํามีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุด 6,565 บาทต่อเดือน รองลงมาคือผู้ประกอบการ SMEs 4,589.7 บาทต่อเดือน ขณะที่ในต่างจังหวัด ผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกร เป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระสูง ทั้งนี้ ข้อเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 7 ข้อ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ รัฐควรนําดัชนีค่าครองชีพมาใช้ประกอบการกําหนดนโยบาย และติดตามข้อมูลเป็นรายไตรมาส โดยจําแนกตาม ภูมิภาค อาชีพ และระดับรายได้ เพื่อให้การกําหนดค่าจ้าง สวัสดิการ และมาตรการช่วยเหลือสอดคล้องกับภาระที่ประชาชนแต่ละกลุ่มเผชิญ มาตรการเงินช่วยเหลือแบบเจาะจง พิจารณาร่วมกันทั้งรายได้ อาชีพ ภูมิภาค และสัดส่วนค่าใช้จ่ายจําเป็น เนื่องจากภาระค่าครองชีพ ของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน พร้อมติดตามการส่งผ่านต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะอาหาร น้ํามัน และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อป้องกันการปรับราคาสูงกว่าต้นทุนจริง แต่ไม่ควรใช้การควบคุมราคาจนกระทบต่อปริมาณสินค้าในตลาด นอกจากนี้ ควรออกมาตรการแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น กทม.และปริมณฑล เน้นลดภาระค่าเดินทางและค่าโดยสาร ขณะที่ภาคใต้ ควรลดต้นทุนขนส่งสินค้าและพลังงาน ส่วน ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรช่วยเหลือเกษตรกรด้านน้ํามัน เครื่องจักร ปัจจัยการผลิต และการขนส่งผลผลิต สําหรับ SMEs ควรเน้นการลดต้นทุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ํา การลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนขนส่งชั่วคราว รวมถึงสนับสนุนการประหยัดพลังงาน มากกว่าการใช้มาตรการควบคุมราคาโดยตรง ขณะเดียวกัน ควรลดต้นทุนอาหารตั้งแต่ต้นทาง ทั้งปุ๋ย อาหารสัตว์ พลังงาน และโลจิสติกส์ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มแบบกําหนดเพดานการใช้ เพื่อให้ความช่วยเหลือมุ่งไปยังครัวเรือนรายได้น้อยและปานกลาง อ่านข่าว: ค่าครองชีพสูง-รายได้ไม่พอ ดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง 8 แสนบาทต่อครัวเรือน ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกําลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด