- webmaster@thaipbs.or.th — กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภัยฉบับ 17 ยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของภาคกลางและภาคตะวันออก [한국어/English]
วันนี้ (27 ก.ย.2569) กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 17 (233/2569) เวลา 23.00 น. ระบุว่า บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และ ภาคใต้ตอนบน มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยกรมอุตุฯ ยังโพสต์เตือนประชาชนในจังหวัดนนทบุรีและปทุมธานีให้เตรียมรับมือ เมื่อเวลา 22.00 น. ระบุสั้นๆ ว่า ฝนขยับขึ้นทางนนทบุรี–ปทุมธานีแล้ว ตอนนี้โซน กทม. สมุทรปราการ เดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุด สําหรับสาเหตุที่ยังมีฝนตกหนัก เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ําได้เคลื่อนออกไปปกคลุมบริเวณอ่าวมะตะบันแล้ว ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงได้กําลังค่อนข้างแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันตามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทําให้เกิดน้ําท่วมสะสม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ําไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเสียงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหา น้ําท่วมซ้ําซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มที่ลุ่มค่ําซึ่งอาจเกิดน้ําท่วมขังในระยะสั้นได้ สําหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกําลังค่อนข้างแรง โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันตามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันตามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 28 ก.ย. 69 ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง และขอให้ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา อ่านข่าว : กห.ติดตามน้ําท่วมลาดกระบัง-ลาดพร้าว ย้ํากองทัพพร้อมสนับสนุนตลอด 24 ชม. "อนุทิน" ลงเรือแจกถุงยังชีพชาวแฟลตคลองจั่น น้ําท่วมสูง 1.50 เมตร กทม.เร่งสูบน้ํา “เพชรบุรีตัดใหม่-เอกมัย” ลงคลองแสนแสบ เคหะร่มเกล้าอ่วม น้ําท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องการอาหาร น้ําดื่ม ยา
- 마티촌 (태국어) — กรมอุตุ ประกาศฉบับ 16 เตือน 16 จังหวัดฝนตกหนักมาก กทม.-ปริมณฑล ฝนลด แต่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง [한국어/English]
กรมอุตุ ประกาศฉบับ 16 เตือน 16 จังหวัดฝนตกหนักมาก กทม.- [...]
- webmaster@thaipbs.or.th — กรมชลฯ เฝ้าระวังน้ําเมืองปราจีนบุรี หลังฝนภาคตะวันออกยังตกต่อเนื่อง [한국어/English]
วันนี้ (27 ก.ย.2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานติดตามและประเมินสถานการณ์น้ําในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด หลังช่วงวันที่ 23–26 ก.ย. มีปริมาณฝนสะสม 4 วันประมาณ 300–500 มิลลิเมตร กระจายครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ส่งผลให้เกิดน้ําท่วมและน้ําล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ต้นน้ํา ขณะที่วันนี้ยังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะสระแก้วและปราจีนบุรี สําหรับ จ.ปราจีนบุรี กรมชลประทาน เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ําที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ อ.เมืองปราจีนบุรี อย่างใกล้ชิด โดยน้ําจากแควหนุมาน หรือใสน้อย-ใสใหญ่ ซึ่งไม่มีอ่างเก็บน้ําช่วยหน่วง จะไหลมารวมกับน้ําจากคลองพระปรง ทําให้ระดับน้ําบริเวณตลาดเก่า อ.กบินทร์บุรี ที่สถานีวัดน้ํา Ktg3 มีแนวโน้มสูงขึ้น ก่อนมวลน้ําจะไหลต่อไปยัง อ.เมืองปราจีนบุรี ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างติดตามปริมาณฝนและประเมินสถานการณ์ว่า จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตัวเมืองหรือไม่ นายวิทยา กล่าวต่อว่า ด้านต้นน้ํา เขื่อนนฤบดินทรจินดา ยังสามารถเก็บกักน้ําที่ไหลมาจากห้วยโสมงได้ทั้งหมด ขณะที่กรมชลประทานรับน้ําผ่านประตูระบายน้ําหาดยางเข้าสู่ทุ่งบางพวง เพื่อเร่งระบายน้ําออกสู่แม่น้ําบางปะกง พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ําบริเวณปลายคลองบางกระดาน คลองบางกะเจ็ด และคลองคูมอญ เพื่อเร่งระบายน้ําและลดระดับน้ําในแม่น้ําปราจีนบุรี ลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนเมือง ส่วน จ.สระแก้ว เฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณคลองพระสะทึง หลังฝนตกหนักบริเวณต้นน้ําในช่วงที่ผ่านมา โดยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ําใน อ.วัฒนานคร กรมชลประทานใช้อ่างเก็บน้ําคลองพระสะทึงช่วยชะลอน้ําและควบคุมผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ํา พร้อมปรับเพิ่มการระบายน้ําเป็นขั้นบันได ปัจจุบันระดับน้ําเริ่มทรงตัวและลดลง หากไม่มีน้ําไหลเข้าเพิ่มเติม จะพิจารณาปรับลดการระบาย เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ํา จ.นครนายก กรมชลประทาน ใช้เขื่อนขุนด่านปราการชล หน่วงและชะลอน้ําจากพื้นที่ต้นน้ํา โดยบริหารจังหวะการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์พื้นที่ท้ายน้ํา เพื่อลดการไหลมาสมทบพร้อมกันของน้ําจากลําน้ําสายต่าง ๆ ขณะนี้ยังมีน้ําจากพื้นที่เขาใหญ่ไหลลงอ่างอย่างต่อเนื่อง จึงควบคุมระดับน้ําและเตรียมพื้นที่รองรับน้ําเพิ่มเติม พร้อมประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์พื้นที่ท้ายน้ํา จ.ฉะเชิงเทรา ใช้อ่างเก็บน้ําคลองสียัดเก็บกักและหน่วงน้ํา ที่จะไหลลงคลองท่าลาด เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนริมคลอง พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ําบริเวณปลายคลองท่าลาด เร่งระบายน้ําลงสู่แม่น้ําบางปะกง จ.ชลบุรี ใช้อ่างเก็บน้ําคลองหลวงรัชชโลธรเก็บกักน้ําด้านต้นน้ํา แต่ฝนที่ตกหนักบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างทําให้เกิดน้ําท่วมบริเวณ อ.พนัสนิคม จึงเร่งระบายน้ําผ่านระบบคลองชลประทานพานทอง ออกจากพื้นที่ ส่วนบางแสน และ อ.ศรีราชา ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จ.ระยอง มีฝนตกหนักและเกิดน้ําท่วมบริเวณพื้นที่ต้นน้ําใน อ.ปลวกแดง โดยมวลน้ําจะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ําดอกกราย อ่างเก็บน้ําหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ําคลองใหญ่ กรมชลประทานใช้อ่างเก็บน้ําช่วยหน่วงและชะลอน้ํา ส่วนพื้นที่ท้ายอ่างยังต้องเฝ้าระวัง หากมีฝนตกเพิ่มเติมอาจเกิดน้ําท่วมขังได้ จ.จันทบุรี ในพื้นที่ลุ่มน้ําคลองวังโตนด กรมชลประทาน บริหารน้ําจากอ่างเก็บน้ําคลองประแกด และอ่างเก็บน้ําคลองหางแมว พร้อมเร่งระบายน้ําลงทะเลผ่านประตูระบายน้ําคลองวังโตนด และติดตั้งเครื่องสูบน้ําเร่งระบายน้ําออกจากพื้นที่ ส่วนลุ่มน้ําจันทบุรี มีน้ําจาก อ.เขาคิชฌกูฏ และ อ.มะขาม ไหลเข้าสู่พื้นที่ตัวเมือง กรมชลประทานจึงผันน้ําเข้าสู่คลองภักดีรําไพ เพื่อควบคุมปริมาณน้ําในแม่น้ําจันทบุรี ไม่ให้สูงจนล้นตลิ่งและกระทบ อ.เมืองจันทบุรี จ.ตราด ในพื้นที่เสี่ยงน้ําท่วมบริเวณ อ.เมือง กรมชลประทาน พร่องน้ําในอ่างเก็บน้ําเขาระกําขยาย หรืออ่างเก็บน้ําสีเสียด ล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมยกบานระบายน้ําเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ํา ปัจจุบันสามารถระบายน้ําได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตัวเมือง นายวิทยา กล่าวอีกว่า กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ําในภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ําให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเร่งระบายน้ําออกจากพื้นที่ประสบอุทกภัย ควบคู่กับการควบคุมและชะลอน้ําในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข้อมูลจากทางราชการ หากต้องการความช่วยเหลือติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง อ่านข่าว : ศูนย์บัญชาการน้ํา กทม.คาด 1 ต.ค.กรุงเทพฯ กลับสู่ภาวะปกติ ฉบับที่ 16 อุตุฯ เตือน 4 ภาคมีฝนตกหนักมาก-น้ําท่วมฉับพลัน กทม. ยังตกต่อเนื่อง สมุทรปราการ ประกาศเขตภัยพิบัติ น้ําท่วม 6 อําเภอ "บิว ภูริพล" คว้าเหรียญทอง วิ่ง 200 เมตร สถิติ 19.88 วินาที เอเชียนเกมส์ 2026
- webmaster@thaipbs.or.th — ฉบับที่ 16 อุตุฯ เตือน 4 ภาคมีฝนตกหนักมาก-น้ําท่วมฉับพลัน กทม. ยังตกต่อเนื่อง [한국어/English]
วันนี้ (27 ก.ย.2569) กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 16 (232/2569) เวลา 17.00 น. โดยระบุว่า ในช่วงที่ประกาศมีผลกระทบ ภาคเหนือตอนล่าง ด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ยังคงมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง สําหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แม้แนวโน้มฝนจะลดลง แต่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และอาจมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ประชาชนจึงยังควรติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ําในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาน้ําท่วมขังเป็นประจํา กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สาเหตุของสภาพอากาศดังกล่าวมาจาก หย่อมความกดอากาศต่ําได้เคลื่อนออกไปปกคลุม บริเวณชายฝั่งประเทศเมียนมาและอ่าวมะตะบันแล้ว ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กําลังค่อนข้างแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ปัจจัยดังกล่าวทําให้หลายพื้นที่ยังมีโอกาสเกิดฝนตกหนัก และบางพื้นที่อาจมีฝนตกสะสมต่อเนื่อง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการสะสมของน้ํา ขอให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทําให้เกิดน้ําท่วมสะสมได้ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ําไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ําท่วมซ้ําซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ํา เพราะอาจเกิดน้ําท่วมขังในระยะสั้นได้ ขณะที่ประชาชนควรวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางให้เหมาะสมกับสภาพอากาศในช่วงนี้ นอกจากสถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคต่าง ๆ แล้ว บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ยังมีกําลังคลื่นค่อนข้างแรง โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบน มีคลื่นสูงประมาณ 2–3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนบริเวณ อ่าวไทยตอนล่าง และทะเลอันดามันตอนล่าง มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นอาจสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากอาจมีคลื่นสูงและสภาพอากาศแปรปรวน สําหรับเรือขนาดเล็กบริเวณ อ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบน กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนําให้งดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 28 ก.ย.2569 เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากบริเวณดังกล่าวยังมีคลื่นค่อนข้างแรงและอาจมีฝนฟ้าคะนองเป็นระยะ กรมอุตุนิยมวิทยา ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิต และการเดินทางในช่วงที่ยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ําท่วม พื้นที่ลุ่มต่ํา พื้นที่ลาดเชิงเขา และบริเวณใกล้ทางน้ําไหลผ่าน ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปในวันที่ 27 ก.ย.2569 เวลา 23.00 น. ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสภาพอากาศและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้ทางเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่หมายเลข 0-2399-4012-13 และสายด่วน 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง อ่านข่าว : สมุทรปราการ ประกาศเขตภัยพิบัติ น้ําท่วม 6 อําเภอ "บิว ภูริพล" คว้าเหรียญทอง วิ่ง 200 เมตร สถิติ 19.88 วินาที เอเชียนเกมส์ 2026 คปภ.แนะผู้ประสบภัยน้ําท่วมถ่ายภาพหลักฐานทุกจุดไว้รอเคลมประกัน
- webmaster@thaipbs.or.th — ส่อง 4 นวัตกรรมต่างประเทศสู้ "น้ําท่วม" เทียบโจทย์ กทม. หลังฝนถล่ม [한국어/English]
วันนี้ (27 ก.ย.2569) ช่วงวันที่ 25–27 ก.ย.2569 หลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร ต้องเผชิญกับฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนัก โดย กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักบางแห่ง พร้อมเตือนให้ประชาชนระวังน้ําท่วมฉับพลัน และน้ําท่วมขังจากฝนที่ตกหนัก และมีฝนสะสม สําหรับ กรุงเทพมหานคร การบริหารจัดการน้ํา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์น้ําในแม่น้ําเจ้าพระยา น้ําจากพื้นที่ตอนบน และระดับน้ําทะเลหนุน เนื่องจากกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ตอนปลายของลุ่มน้ําเจ้าพระยาและมีพื้นที่เชื่อมโยงกับอ่าวไทย โดย รัฐบาล ระบุว่า การบริหารจัดการน้ําในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ ต้องพิจารณา 3 ปัจจัย ได้แก่ น้ําฝน น้ําเหนือ และน้ําทะเลหนุน โดยสถานการณ์แต่ละช่วงเวลาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงต้องติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพูดถึงน้ําท่วมกรุงเทพฯ หลายคนอาจนึกถึงมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งมีลักษณะและขนาดของสถานการณ์แตกต่างจากเหตุการณ์น้ําท่วมขัง ที่เกิดจากฝนในเมืองในบางช่วงเวลา ข้อมูลของ รัฐสภา ระบุว่า ปี 2554 ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุหลายลูก และมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดมวลน้ําจํานวนมากไหลลงมายังพื้นที่ภาคกลาง ขณะที่ปัจจัยด้านฝนและน้ําจากพื้นที่ตอนบนเกิดขึ้นร่วมกัน ส่วนสถานการณ์ในช่วงวันที่ 25–27 ก.ย.2569 หน่วยงานอุตุนิยมวิทยา รายงานสถานการณ์ฝนตกหนักและฝนสะสมในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลาง ขณะที่หน่วยงานด้านน้ํายังติดตามทั้งน้ําเหนือและน้ําทะเลหนุนควบคู่กัน แล้วหากลองมองขยายให้กว้างขึ้นไปยังประเทศต่าง ๆ ดูบ้าง จะพบว่าเมืองที่เผชิญความเสี่ยงจากน้ําท่วมนั้นมีเยอะแยะมากมาย และหลาย ๆ ที่ก็พัฒนาระบบป้องกันให้สอดคล้องกับ "ลักษณะของน้ํา" ที่แต่ละพื้นที่ต้องรับมือแตกต่างกัน บางเมืองเน้นป้องกันน้ําทะเลหนุน ขณะที่บางแห่งให้ความสําคัญกับการกักเก็บและระบายน้ําฝนในเขตเมือง รู้จัก 4 นวัตกรรมป้องกันน้ําท่วมจากต่างประเทศ 1. อังกฤษ — Thames Barrier "Thames Barrier หรือ ผนังกั้นแม่น้ําเทมส์" เป็นระบบป้องกันน้ําท่วมของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่บนแม่น้ําเทมส์ และอยู่ภายใต้การดูแลของสํานักงานสิ่งแวดล้อม หน่วยงานของรัฐบาลอังกฤษ ระบบประกอบด้วยประตูขนาดใหญ่หลายบานที่สามารถหมุนขึ้นเพื่อเปิดทางให้เรือสัญจร และหมุนปิดเพื่อกั้นน้ําเมื่อมีความเสี่ยงจากระดับน้ําที่สูงขึ้น โดยระบบถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันพื้นที่กรุงลอนดอนจากน้ําทะเลหนุนและคลื่นพายุ ข้อมูลจาก รัฐบาลอังกฤษ ระบุว่า การตัดสินใจใช้งานผนังกั้นแม่น้ําเทมส์ พิจารณาจากข้อมูลหลายด้าน เช่น ระดับน้ําในแม่น้ําเทมส์ การคาดการณ์ระดับน้ําทะเล และสถานการณ์น้ําที่กําลังเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ โดยมีระบบพยากรณ์และแบบจําลองช่วยประกอบการตัดสินใจ พูดง่าย ๆ คือ เมื่อมีความเสี่ยงที่น้ําจากทะเลจะดันเข้าสู่แม่น้ํา และกระทบพื้นที่เมือง ประตูกั้นน้ําสามารถปิดเพื่อช่วยป้องกันน้ําในช่วงเวลาดังกล่าว 2. เนเธอร์แลนด์ — Maeslantkering เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีพื้นที่จํานวนมากอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ํา จึงมีการพัฒนาระบบป้องกันน้ํามาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในโครงสร้างสําคัญคือ Maeslantkering หรือ แผงกั้นน้ําแห่งเมสลันท์ ข้อมูลจาก Rijkswaterstaat หน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการน้ําของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า แผงกั้นน้ําแห่งเมสลันท์ ตั้งอยู่บริเวณทางน้ํา Nieuwe Waterweg เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างอันชาญฉลาดของโครงการ "Delta Works" เพื่อป้องกันน้ําท่วมเมืองรอตเทอร์ดัม ทําหน้าที่ป้องกันน้ําทะเลและคลื่นพายุไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ด้านใน ระบบมีประตูขนาดใหญ่ 2 บาน โดยแต่ละบานมีความกว้างประมาณ 210 เมตร และสูงประมาณ 22 เมตร เมื่อเปิดประตูจะอยู่บริเวณด้านข้างของทางน้ํา แต่เมื่อมีความเสี่ยงจากระดับน้ําทะเลสูง ประตูทั้ง 2 สามารถเคลื่อนตัวมาปิดทางน้ําได้ ระบบดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างของการใช้โครงสร้างขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันพื้นที่เมืองจากน้ําทะเลและคลื่นพายุ 3. ญี่ปุ่น — อุโมงค์ระบายน้ําใต้ดินขนาดใหญ่ ญี่ปุ่นมีอีกหนึ่งแนวทางที่แตกต่างออกไป นั่นคือการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ไว้ ใต้พื้นดิน เพื่อรองรับน้ําจากฝนตกหนัก ตัวอย่างสําคัญคือ Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel หรือ อุโมงค์ระบายน้ํารอบนอกมหานครโตเกียว ใน จ.ไซตามะ ซึ่งอยู่ใกล้กรุงโตเกียว ข้อมูลจากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น หรือ MLIT ระบุว่า ระบบนี้เป็นอุโมงค์ระบายน้ําใต้ดินที่สร้างอยู่ลึกลงไปประมาณ 50 เมตร ทําหน้าที่รับน้ําจากแม่น้ําและคลองหลายสาย ก่อนส่งน้ําเข้าสู่แม่น้ําเอโดะ ระบบมีอาคารรับน้ํา ถังพักน้ํา อุโมงค์ใต้ดิน และสถานีสูบน้ําขนาดใหญ่ ทําให้สามารถรวบรวมน้ําจากพื้นที่หลายจุดและระบายออกไปยังแม่น้ําสายหลักได้ ระบบดังกล่าวประกอบด้วยจุดรับน้ํา บ่อปรับแรงดัน อุโมงค์ และระบบระบายน้ํา ทําหน้าที่เสมือน “ทางด่วนของน้ํา” เมื่อแม่น้ําหรือคลองขนาดเล็กไม่สามารถรับน้ําได้ทัน 4. สิงคโปร์ — จัดการน้ําตั้งแต่ต้นทาง สิงคโปร์มีแนวทางที่แตกต่างจากการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ และจากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า วิธีนี้อาจใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานครมากที่สุด เนื่องด้วยขนาดของพื้นที่ ลักษณะของผังเมือง หน่วยงานน้ําแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ PUB ใช้แนวคิดการบริหารจัดการน้ําฝนแบบ Source-Pathway-Receptor หรือการจัดการน้ําตั้งแต่ต้นทาง เส้นทางน้ํา และพื้นที่ปลายทาง หลักการคือแบ่งการจัดการน้ําออกเป็น 3 ส่วน Source หรือ แหล่งกําเนิด คือการจัดการน้ําตั้งแต่จุดที่ฝนตก เช่น การกักเก็บน้ําและหน่วงน้ําในพื้นที่ต้นทาง Pathway หรือ เส้นทาง คือการดูแลคลอง ท่อระบายน้ํา และเส้นทางที่น้ําไหลผ่าน เพื่อให้สามารถลําเลียงน้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพ Receptor หรือ พื้นที่รับน้ํา คือการป้องกันพื้นที่สําคัญไม่ให้น้ําเข้าไปสร้างความเสียหาย เช่น การยกระดับพื้นที่หรือใช้แนวกั้นน้ํา PUB ระบุว่า สิงคโปร์มีเครือข่ายระบบระบายน้ําทั้งท่อ คลอง และแม่น้ํารวมประมาณ 8,000 กิโลเมตร และมีการพัฒนามาตรการจัดการน้ําฝนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับฝนตกหนัก 4 ประเทศ 4 วิธีรับมือน้ํา จาก "ระบายน้ํา" สู่ "บริหารน้ําทั้งระบบ" เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 4 ประเทศ จะเห็นว่านวัตกรรมป้องกันน้ําท่วมไม่ ได้มีเพียงเครื่องสูบน้ําหรือกําแพงกั้นน้ํา แต่แบ่งได้เป็นหลายชั้น ชั้นรับน้ําตั้งแต่ต้นทาง แบบสิงคโปร์ ลดปริมาณน้ําที่ไหลเข้าสู่ระบบพร้อมกัน ชั้นเพิ่มทางผ่านของน้ํา แบบญี่ปุ่น ใช้อุโมงค์หรือระบบระบายน้ําขนาดใหญ่ เพื่อรองรับน้ําก้อนมหาศาลในช่วงฝนตกหนัก ชั้นป้องกันพื้นที่ปลายทาง ด้วยแนวกั้นและมาตรฐานอาคาร เพื่อไม่ให้น้ําเข้าพื้นที่สําคัญ ชั้นรับมือระดับแม่น้ําและทะเล แบบอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ใช้ระบบกั้นน้ําที่ทํางานตามการพยากรณ์และระดับน้ําจริง สําหรับกรุงเทพฯ แนวทางที่น่าศึกษาจึงอาจไม่ใช่การเลือก "นวัตกรรมใดนวัตกรรมหนึ่ง" มาแก้ปัญหาน้ําท่วม แต่อาจนําหลายแนวคิดมาประกอบกัน เพราะกรุงเทพฯ ต้องรับมือทั้งฝนที่ตกลงมาโดยตรง น้ําจากพื้นที่ตอนบน และระดับน้ําทะเล ที่ส่งผลต่อการระบายน้ําลงเจ้าพระยา ซึ่งกทม.เองก็ยอมรับว่า ปัจจัยเหล่านี้ต้องบริหารร่วมกัน สถานการณ์ครั้งนี้ จึงอาจเป็นโจทย์สําคัญในการพัฒนาระบบระบายน้ําของกรุงเทพฯ ในระยะยาว เพราะสิ่งที่เห็นชัดคือ เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ําไม่จําเป็นต้องมาจาก "มวลน้ําเหนือมหาศาล" แบบปี 2554 เท่านั้น เมืองก็สามารถเผชิญน้ําท่วมขังได้จากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่เองได้ ขณะเดียวกัน การที่กรุงเทพฯ อยู่ปลายน้ํา ทําให้การระบายน้ําออกสู่แม่น้ําเจ้าพระยายังเชื่อมโยงกับระดับน้ําในแม่น้ํา คลอง และน้ําทะเลหนุน จึงเป็นเหตุผลว่าทําไมระบบของกรุงเทพฯ ในอนาคตอาจต้องพัฒนาไปสู่การ "รู้ล่วงหน้า-หน่วงน้ํา-ระบายเร็ว-กั้นน้ําหนุน" ทํางานร่วมกัน มากกว่าการพึ่งเครื่องสูบน้ําหรือเพิ่มขนาดท่อเพียงอย่างเดียว อ่านข่าว : คปภ.แนะผู้ประสบภัยน้ําท่วมถ่ายภาพหลักฐานทุกจุดไว้รอเคลมประกัน เตือน 16 จังหวัด เฝ้าระวังดินถล่ม-น้ําป่าไหลหลาก 27-29 ก.ย.นี้ ครม.อนุมัติวันหยุดราชการกรณีพิเศษ 28-29 ก.ย.นี้ พื้นที่ 4 จังหวัด ขยายเวลาฟรีทางด่วน 8 สายทาง-มอเตอร์เวย์ M7 M9-โทลล์เวย์ ถึง 29 ก.ย.