1핵심
ปภ. เฝ้าระวัง ‘บางปะกง–ป่าสัก–ท้ายเขื่อนแก่งกระจาน’ เขื่อนทั่วประเทศปริมาณน้ํา 83% ของความจุ
검토: 자동 경고 없음
근거 출처 5개 보기
- 마티촌 (태국어) — ปภ. เฝ้าระวัง ‘บางปะกง–ป่าสัก–ท้ายเขื่อนแก่งกระจาน’ เขื่อนทั่วประเทศปริมาณน้ํา 83% ของความจุ [한국어/English]ปภ. เฝ้าระวัง ‘บางปะกง–ป่าสัก–ท้ายเขื่อนแก่งกระจาน’ เขื [...]
- 마티촌 (태국어) — สทนช.เตรียมรับฝนหนักระลอกใหม่ 9-11 ต.ค. เร่งระบายน้ําท่วมกลาง–ตะวันออก เฝ้าระวังใต้ 24 ชม. [한국어/English]สทนช.เตรียมรับฝนหนักระลอกใหม่ 9-11 ต.ค. เร่งระบายน้ําท่ว [...]
- 카오솟 (태국어) — เตือนชาวแม่สาย ระวัง ‘สารหนู’ ในแม่น้ํา สั่งงดนํามาดื่ม ประกอบอาหาร หลีกเลี่ยงจับสัตว์น้ํา [한국어/English]เตือนชาวแม่สาย โดยเฉพาะใน 5 ตําบล ระวัง ‘สารหนู’ ในแม่น้ํา สั่งงดนํามาดื่ม ประกอบอาหาร รวมถึงการหลีกเลี่ยงจับสัตว์น้ํามาบริโภค 8 ต.ค. 69 – กรมควบคุมโรค แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังพบสารหนูและโลหะหนักในน้ําบางจุดสูงเกินมาตรฐาน โดยขอให้ประชาชนพื้นที่ 5 ตําบล ได้แก่ แม่สาย โป่งผา ศรีเมืองชุม เวียงพางคํา และเกาะช้าง หลีกเลี่ยงการใช้น้ําจากแม่น้ําสายโดยตรงเพื่อดื่ม หรือประกอบอาหาร รวมถึงหลีกเลี่ยงการจับสัตว์น้ํามาบริโภค นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สารหนูเป็นโลหะหนักที่ปนเปื้อนและเข้าสู่ร่างกายได้จากการรับประทานอาหารหรือน้ําที่ปนเปื้อน การได้รับสารหนูปริมาณมากหรือได้รับเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จากที่พบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ําสาย ขอให้ประชาชนในพื้นที่งดใช้น้ําจากแม่น้ําสายโดยตรง ห้ามนําน้ําจากแม่น้ําสายมาดื่ม ประกอบอาหาร มาทําน้ําแข็งหรือเครื่องดื่ม หลีกเลี่ยงการจับสัตว์น้ํามาบริโภค พร้อมติดตามประกาศจากจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ประชาชนกลุ่มที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ประกอบอาชีพในลําน้ํา เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจําตัว หากอยู่ในพื้นที่เฝ้าระวัง ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจสัมผัสหรือได้รับน้ําจากแม่น้ําสายเข้าสู่ร่างกาย และเลือกใช้น้ําสะอาดสําหรับการดื่มและประกอบอาหาร
- webmaster@thaipbs.or.th — สทนช.เร่งระบายน้ํา รับฝนระลอกใหม่ 9–11 ต.ค. เตือน 14 จังหวัดภาคใต้เฝ้าระวัง [한국어/English]วันนี้ (8 ต.ค.2569) นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสํานักงานทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอํานวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ครั้งที่ 7/2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวัดพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ เพื่อติดตามและเร่งรัดมาตรการระบายน้ําในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคกลางและภาคตะวันออก ควบคู่กับการเตรียมรับมือฝนระลอกใหม่ และวางมาตรการป้องกันผลกระทบในพื้นที่ภาคใต้ล่วงหน้า เตือนฝนหนัก 9–11 ต.ค. เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ํา (องค์การมหาชน) คาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 9–11 ต.ค. จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ครอบคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนวันที่ 12–15 ต.ค. ฝนในพื้นที่ตอนบนจะลดลง ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องตามฤดูกาล ทุกหน่วยงานได้รับทราบข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี จากการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ให้เฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ําเชิงรุก ตลอดจนเตรียมความพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที โดย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กําชับให้ สทนช. ส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงโดยตรงเป็นรายจังหวัด เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างแม่นยําและทันสถานการณ์ เร่งระบายน้ํา 5 ลุ่มน้ํา ส่วนการเร่งคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัย สทนช. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ปรับการบริหารน้ําตามสถานการณ์ของแต่ละลุ่มน้ํา โดยมุ่งเร่งระบายน้ําออกจากพื้นที่น้ําท่วม ลดปริมาณน้ําที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง และเตรียมพื้นที่รองรับน้ําฝนระลอกใหม่ โดยมีการดําเนินงานที่สําคัญ ดังนี้ ลุ่มน้ําบางปะกง ขณะนี้มวลน้ําหลากจาก จ.ปราจีนบุรี และนครนายก กําลังเคลื่อนตัวผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา กรมชลประทานและกองทัพเรือ จึงระดมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ําและเรือผลักดันน้ํา เพื่อเร่งระบายน้ําออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด ลุ่มน้ําเจ้าพระยา กรมชลประทาน ทยอยปรับลดการระบายน้ําท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จาก 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในคืนนี้ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ําที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมทั้งเร่งพร่องระดับน้ําบริเวณหน้าเขื่อน เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับมวลน้ําสะสม ควบคู่กับการผันน้ําเข้าพื้นที่ลุ่มต่ําทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ฝนตกในพื้นที่ทุ่งทําให้ระดับน้ําเพิ่มสูงขึ้น จึงกําชับให้เร่งระบายน้ําออกจากทุ่งทันที เมื่อระดับน้ําในลําน้ําสายหลักลดลง นอกจากนี้ ทยอยปรับลดการผันน้ําเข้าสู่แม่น้ําท่าจีน ผ่านประตูระบายน้ําพลเทพให้อยู่ในอัตรา 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบรรเทาผลกระทบน้ําหลากในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และนครปฐม ลุ่มน้ําป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งมีปริมาณน้ํา 106% ของความจุเก็บกัก ควบคุมการระบายน้ําในห้วงนี้ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายผ่านเขื่อนพระราม 6 ไม่เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ํา พร้อมปรับลดการรับน้ําผ่านประตูระบายน้ํามโนรมย์เข้าคลองชัยนาท–ป่าสัก เหลือ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ําในคลองให้สามารถรองรับการระบายน้ําออกจากทุ่งฝั่งซ้ายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลุ่มน้ําแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ํา 99% ของความจุเก็บกัก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยังคงระบายน้ําวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยสถานการณ์น้ําล้นตลิ่งท้ายเขื่อนในแม่น้ําแม่กลองบริเวณ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ระดับน้ําเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ มีแผนระบายน้ําไม่เกินวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ํา ขณะที่เขื่อนแม่กลองระบายน้ําในอัตราประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลุ่มน้ําเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนแก่งกระจาน มีปริมาณน้ํา 102% ของความจุเก็บกัก ปรับเพิ่มการระบายน้ําเป็นวันละ 10–12 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเร่งสร้างพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ํารองรับมวลน้ําหลากระลอกใหม่ โดยกําหนดจุดควบคุมอัตราการไหลของน้ําผ่านตัวเมืองเพชรบุรี ไม่ให้เกิน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดความเสี่ยงน้ําท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจ เตือน 14 จังหวัดภาคใต้รับมือฝน สทนช. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึง จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้เตรียมมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า พร้อมกําชับศูนย์ ปภ. ในพื้นที่ให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ําล่วงหน้าในเขตชุมชนลุ่มต่ํา รวมทั้งเฝ้าระวังจุดเสี่ยงดินโคลนถล่มด้วยระบบ Early Warning ขณะที่อ่างเก็บน้ําขนาดเล็กที่มีน้ําเกินความจุ กรมชลประทานเปิดระบายน้ําเต็มศักยภาพ พร้อมแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ําแล้ว ขณะที่ ปภ. ต้องปรับแผนเผชิญเหตุเป็นรายพื้นที่และระบุจุดซักซ้อมอพยพให้ชัดเจน และมอบหมายกรมชลประทาน เร่งรัดซ่อมแซมเครื่องจักรกลที่ชํารุดให้พร้อมใช้งาน ก่อนเข้าสู่ช่วงน้ําหลากในพื้นที่ภาคใต้ สทนช.จะติดตามสถานการณ์และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเร่งคลี่คลายพื้นที่น้ําท่วมในปัจจุบัน ควบคู่กับการเตรียมรับฝนระลอกใหม่ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ําแต่ละพื้นที่เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน และลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อ่านข่าว : กรมอุตุฯ ประกาศ ฉ.4 ไทยอากาศแปรปรวน ฝนตกหนักถึงหนักมาก 9-13 ต.ค. กบน.ปรับขึ้นราคาน้ํามัน ทุกชนิด 0.75 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ 9 ต.ค. ไทยพีบีเอสแจง สตง.ยังไม่แจ้งผลตรวจ ย้ําไม่ใช่คําชี้มูลความผิด
- webmaster@thaipbs.or.th — เฝ้าระวัง 3 ตําบล อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ระดับน้ํายังสูงเกือบ 2 ม. [한국어/English]วันนี้ (8 ต.ค.2569) สถานการณ์น้ําท่วมในพื้นที่ ต.ปากน้ํา อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีบ้านเรือนกว่า 1,500 หลังคาเรือน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ําท่วม นานกว่า 10 วัน พื้นที่ที่ได้รับผล กระทบหนัก อยู่ลึกเข้าไปตามชุมชนและซอยต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทําให้บางจุดมีระดับน้ําสูงเกือบ 2 เมตร หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่ศูนย์พักพิง เพราะไม่สามารถพักอาศัยอยู่ภายในบ้านได้ สุดา อยู่ช่วย ชาวตําบลปากน้ํา อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ให้ข้อมูลว่า อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มานานเกือบ 70 ปี แต่ไม่เคยเจอน้ําท่วมรุนแรงในลักษณะนี้มาก่อน ครั้งนี้ถือว่าหนักที่สุด บ้านเรือน สวนมะม่วงที่ปลูกไว้ และบ่อเลี้ยงกุ้ง ได้รับความเสียหายทั้งหมด ส่วนการจราจรบนถนนสุขาภิบาล 3 และถนนวนะภูติ ระดับน้ํายังเอ่อล้นผิวการจราจรประมาณ 30-40 ซม.รถขนาดใหญ่ยังสามารถสัญจรได้ แต่รถจักรยานยนต์บางคันเครื่องยนต์ดับ จนต้องจูงผ่านน้ํา ขณะที่หน่วยงานราชการ วัด และชุมชน ที่อยู่ริมถนนทั้ง 2 สาย ถูกน้ําเอ่อล้นเข้าท่วม ก่อนที่กระแสน้ําจะไหลลงสู่แม่น้ําบางปะกง นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมนายอําเภอ กรมชลประทาน และสํานักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ประชุมวางแผนบริหารจัดการน้ํา สําหรับพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ในอําเภอบางคล้า มี 3 ตําบล คือ ต.บางกระเจ็ด ต.หัวไทร และต.ปากน้ํา ซึ่งเป็นพื้นที่รับมวลน้ําจากตอนเหนือ และแม่น้ําบางปะกง เบื้องต้น ระดมรถยกสูงและเรือเข้าให้ความช่วยเหลือ ทั้งการรับส่งประชาชนไปยังศูนย์พักพิง การลําเลียงอาหาร และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและผู้ประสบภัย ส่วนพื้นที่ที่มีน้ําท่วมสูงจนรถไม่สามารถเข้าถึงได้ กองทัพภาคที่ 1 ลําเลียงถุงยังชีพและสิ่งของจําเป็นขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพื่อนําส่งทางอากาศไปยังชุมชน เพราะเส้นทางบกและทางเรือเข้าถึงได้ยาก เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว มวลน้ําครั้งนี้ เกิดจากฝนตกหนักสะสมช่วงวันที่ 22-27 ก.ย.69 ในพื้นที่ลุ่มน้ําคลองท่าลาด ทําให้น้ําไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ําคลองสียัด และล้นทางระบายน้ําลงสู่พื้นที่ด้านล่าง ก่อนผ่าน อ.ท่าตะเกียบ อ.สนามชัยเขต อ.พนมสารคาม และ อ.แปลงยาว เข้าสู่พื้นที่ อ.บางคล้า นอกจากนี้ กรมชลประทานฉะเชิงเทรา ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ําบริเวณสะพานคลองท่าลาด 8 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ําลงสู่แม่น้ําบางปะกง โดยจะเดินเครื่องอย่างต่อเนื่อง อ่านข่าว : น้ําท่วมแปดริ้วยืดเยื้อ ชาวสวนหวั่น "มะม่วง" เสี่ยงยืนต้นตาย เตือนฝนเพิ่ม 5-7 ต.ค. บ่ายนี้ "พัทยา" อาจมี "Rain Bomb" ภาคใต้เฝ้าระวังน้ําป่าไหลหลาก กทม.ใช้ "ท่อซิ่ง" เร่งช่วยเคหะร่มเกล้า-ลาดกระบัง ดึงน้ําลงคลองประเวศฯ กู้พื้นที่ด้านตะวันออก ปภ.รายงานน้ําท่วม 31 จังหวัด เร่งระบายน้ํา–พร้อมฟื้นฟูพื้นที่คลี่คลาย








