Archive timelineLatest 날짜가 노란색으로 강조됩니다
1위 핵심 이슈2–4위 주요 이슈5–7위 참고 이슈8–10위 관찰 이슈
1핵심
태국기타최종 63.8
근거 출처 4개 보기
- 마티촌 (태국어) — เพจดังเปิดนาที นักศึกษาอุเทนถวาย ก้มกราบ ‘ยศชนัน’ เรียกร้องทบทวนย้ายที่ตั้งมหาวิทยาลัย [한국어/English]
เพจดังเปิดนาที นักศึกษาอุเทนถวาย ก้มกราบ ‘ยศชนัน& [...]
- 카오솟 (태국어) — เคาะทางออก อุเทนถวาย-ปทุมวัน ยศชนัน ลั่นยึดกม.-ปลอดภัยสูงสุด ใช้ Lab ได้ช่วงสอบ [한국어/English]
ยศชนัน ยืนยันหลักการเดิม ทางออกอุเทนถวาย-ปทุมวัน ยึดกฎหมายและความปลอดภัยสูงสุด ผ่อนผันให้นักเรียนบางคนเข้าไปใช้ Lab ได้ช่วงสอบ โดยมีตํารวจคุมเข้ม วิงวอนทุกฝ่ายก้าวผ่านไปด้วยความเข้าใจ วันที่ 20 ต.ค.2569 ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เพื่อหาทางออกและวางแนวทางปฏิบัติร่วมกันว่า กระทรวง อว. ยึดหลักการสําคัญในการดูแลนักศึกษา คือการยึดกฎหมาย รักษาความปลอดภัย และเยียวยาอย่างเป็นธรรม ภายหลังการหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย ได้ยืนยันแนวทางและมาตรการที่ชัดเจนใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ย้ายพื้นที่ตามกฎหมาย ควบคู่การเยียวยาผลกระทบให้มากที่สุด เรื่องการย้ายพื้นที่ของวิทยาเขตอุเทนถวาย เป็นคําวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดําเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กยพ.) ซึ่งทุกฝ่ายจําเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ให้ความสําคัญไม่แพ้กัน คือการออกมาตรการรองรับเพื่อให้การย้ายครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาและบุคลากรน้อยที่สุด ทั้งนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลเรื่องค่าเทอม การชดเชยค่าใช้จ่ายในการย้ายและค่าเดินทางของอาจารย์ รวมถึงการช่วยเหลือเรื่องค่าเช่าหอพักหรือค่าห้องที่นักศึกษาได้จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว ตลอดจนค่าเดินทางต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น 2.งดการเรียนการสอนในพื้นที่ [...]
- 마티촌 (태국어) — ‘ยศชนัน’ ยันย้ายอุเทนฯ ตามกฎหมาย ลดค่าเทอม 50% เปิดทางผ่อนผันใช้แล็บเดิมช่วงสอบเป็นรายกรณี [한국어/English]
‘ยศชนัน’ ยืนยันหลักการเดิม ‘ทางออกอุเทนถวาย-ปทุมวัน’ ยึ [...]
- webmaster@thaipbs.or.th — อว.ให้ 2 สถาบัน "อุเทนถวาย-ปทุมวัน" เข้าใช้พื้นที่โดยมีข้อจํากัด [한국어/English]
วันนี้ (22 ต.ค.2569) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หารือแนวทางแก้ไขปัญหาและข้อเรียกร้องของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน หลังได้รับผลกระทบจากการปิดสถานศึกษา 90 วัน ตัวแทนนักศึกษาที่เข้าร่วมประชุม เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติอนุโลมให้นักศึกษาทั้ง 2 สถาบัน สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ได้ โดยมีข้อจํากัดคือเฉพาะใช้เรียนภาคปฏิบัติ และสอบในภาคเรียนนี้เท่านั้น นายจิรัฐิติ พันธุ์มณี นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย กล่าวว่า พอใจกับผลการประชุม แต่เรื่องที่ดินยังยืนยันว่าจะไม่ย้ายไปไหน และจะใช้พื้นที่เดิมในการจัดการเรียนการสอนต่อไป ด้าน ศ.ยศชนัน ระบุว่า การหาทางออกในวันนี้ (22 ต.ค.) ยึดนักศึกษาเป็นศูนย์กลางและยึดมติที่ประชุม กยพ. เรื่องการเปลี่ยนผ่านพื้นที่อุเทนถวายร่วมกัน เบื้องต้นจะให้ทางอุเทนถวายและเทคโนโลยีปทุมวัน ทําแผนใช้พื้นที่ทําการเรียนการสอนตามความจําเป็น ภายในภาคเรียนนี้ เพื่อรองรับการสอบของนักศึกษา ส่วนภาคเรียนต่อไป ยังคงดําเนินการตามแผนเปลี่ยนผ่านพื้นที่อุเทนถวาย ทั้งการย้ายห้องแล็บและอุปกรณ์การเรียนการสอนไปยังสถานที่เรียนชั่วคราว โดยมีสภาวิศวกรคอยกํากับดูแล และตํารวจจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ส่วนมาตรการการช่วยเหลือเรื่องที่พัก อยู่ระหว่างรวบรวมความต้องการ รวมถึงมาตรการลดค่าเทอม โดยจะช่วยเหลือทั้งนักศึกษาและอาจารย์ หากนักศึกษาไม่พร้อมย้ายไปยังสถานศึกษาแห่งใหม่ ก็สามารถโอนย้ายสถานศึกษาไปยัง มทร.อื่นได้ ศ.ยศชนัน ยังขอโทษผู้ปกครองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันจะเปลี่ยนผ่านสถานศึกษาอุเทนถวาย ภายใต้การกํากับดูแลอย่างใกล้ชิด คาดว่าพื้นที่สถานศึกษาใหม่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในอีก 2 ปี พร้อมเน้นย้ําทุกฝ่ายต้องมองไปข้างหน้า ขณะที่ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทําหนังสือถึง รมว.อว. ลงวันที่ 22 ต.ค. เรื่องการใช้พื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ยืนยันว่ามีแผนพัฒนาพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ อ่านข่าว : วันซักฟอกไม่ลงตัว วิป 3 ฝ่ายล่มครั้งที่ 2 หลังฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ เบรกเก็บภาษีเดินทางนอกประเทศ "เอกนิติ" หวั่นกระทบท่องเที่ยวไทย ปฏิทินพฤศจิกายน 2569 วันหยุดเป็นศูนย์ ลอยความเหนื่อยล้าไปกับกระทง
2주요
태국기타최종 63.2
근거 출처 3개 보기
- 카오솟 (태국어) — กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 12 ไทยฝนตกหนัก 22-25 ต.ค. โดยเฉพาะภาคใต้-ตะวันออก [한국어/English]
กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 12 ไทยฝนตกหนัก ระหว่างวันที่ 22-25 ต.ค. โดยเฉพาะภาคใต้-ตะวันออก ด้าน กทม. มีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรง 22 ต.ค. 69 – กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2569) ฉบับที่ 12 (271/2569) ช่วงวันที่ 22-25 ต.ค. ภาคตะวันออก และ ภาคใต้ จะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพและปริมณฑล ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทําให้เกิดน้ําท่วมฉับพลันและน้ําป่าไหลหลาก ในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่ม ทั้งนี้ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทย สําหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง [...]
- 마티촌 (태국어) — กรมอุตุ ประกาศฉบับ12 ไทยฝนตกหนัก 22-25 ต.ค. ระวังท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม คลื่นสูง 3 เมตร [한국어/English]
กรมอุตุฯประกาศฉบับ 12 ไทยฝนตกหนัก 22-25 ต.ค. ระวังท่วมฉ [...]
- webmaster@thaipbs.or.th — กรมอุตุฯ เตือนฉบับ 12 อัปเดตพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก 22-25 ต.ค. [한국어/English]
วันนี้ (22 ต.ค.2569) เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 12 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย มีผลกระทบจนถึงวันที่ 25 ต.ค.2569 ในช่วงวันที่ 22-25 ต.ค.2569 ภาคตะวันออกและภาคใต้ จะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหน้ามาก และฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทําให้เกิดน้ําท่วมฉับพลันและน้ําป่าไหลหลาก ในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่ม ทั้งนี้เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีลมฝ่ายตะวันออกพัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทย สําหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง วันที่ 22 ต.ค.2569 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ภาคตะวันออก : จ.นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ : จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง พังงา และภูเก็ต วันที่ 23 ต.ค.2569 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก ภาคใต้ : จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ภาคตะวันออก : จ.ระยอง จันทบุรี ภาคใต้ : จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล วันที่ 24 ต.ค.2569 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ภาคใต้ : จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล อ่านข่าว : ปภ.เตือนฝนตกหนัก 10 จังหวัดเสี่ยงน้ําท่วมฉับพลัน - น้ําทะเลหนุน 27-31 ต.ค. กรมอุตุฯ ประกาศ ฉ.11 "ภาคตะวันออก-ภาคใต้" ฝนตกหนักถึงหนักมาก ถึง 25 ต.ค. สภาพอากาศวันนี้ "ภาคใต้" ฝนตกหนัก เตือนพื้นที่เสี่ยงน้ําท่วม
3주요
태국기타최종 63.2
근거 출처 6개 보기
- 카오솟 (태국어) — สมาคมท่องเที่ยวพัทยายื่นมือช่วย รับซื้อเสื้อกั๊กวินสีน้ําเงิน ลดภาระคนขับ หลังผู้ว่าฯ สั่งยกเลิก [한국어/English]
สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพที่เสียเงินซื้อเสื้อใหม่แล้ว ด้วยการรับซื้อเสื้อกั๊กเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย วันที่ 22 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่เมืองพัทยาและอําเภอบางละมุง จ.ชลบุรี โดยปรับเปลี่ยนเสื้อกั๊กจากสีส้มเป็นสีน้ําเงินเข้มก่อนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องความปลอดภัยในการมองเห็นช่วงกลางคืน ความสับสนของนักท่องเที่ยว และภาระค่าใช้จ่ายของผู้ขับขี่ที่ต้องซื้อเสื้อใหม่ในราคาตัวละ 550 บาท จนนําไปสู่การทบทวนมาตรการ โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผวจ.ชลบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการประจําจังหวัดชลบุรี ลงนามประกาศยกเลิกประกาศกําหนดแบบเสื้อกั๊กหรือเสื้อคลุมของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะในพื้นที่อําเภอบางละมุง โดยให้เหตุผลว่าอาจสร้างภาระค่าใช้จ่ายซ้ําซ้อน รวมถึงมีข้อกังวลด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประกาศยกเลิกแล้วแต่ปัญหาที่ตามมาคือผู้ขับขี่จํานวนหนึ่งเสียเงินซื้อเสื้อกั๊กสีน้ําเงินไปก่อนหน้านี้ ทําให้เกิดข้อเรียกร้องถึงแนวทางช่วยเหลือเยียวยาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ล่าสุดนายกฤษณ์ จิระมงคล อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เปิดเผยว่า จากปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์รับจ้าง ทางสมาคมฯได้มีการหารือร่วมกันภายในองค์กรรวมถึงพูดคุยกับทางอําเภอบางละมุง เพื่อพิจารณาแนวทางเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ได้รับผลกระทบ โดยสมาคมฯ มองว่าการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ แต่เมื่อเกิดปัญหาภาระค่าใช้จ่ายจากการจัดซื้อเสื้อกั๊กใหม่ จึงต้องการเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ซื้อเสื้อไปแล้ว ทั้งนี้สมาคมฯ มีแนวคิดช่วยเหลือด้วยการรับซื้อเสื้อกั๊ก เพื่อลดความเดือดร้อนและนําเสื้อดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ต่อ เนื่องจากก่อนหน้านี้ภายในสมาคมฯ มีการหารือเกี่ยวกับโครงการจัดหาเครื่องแบบและเสื้อสําหรับใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ จึงมองว่าอาจสามารถนําแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างได้ โดยจุดประสงค์สําคัญคือการเข้ามามีส่วนร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบอาชีพ ไม่ต้องการให้ผู้ขับขี่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนแปลงมาตรการเพียงฝ่ายเดียว โดยจะต้องพิจารณารูปแบบการดําเนินการให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับราคารับซื้อ จํานวนเสื้อที่จะรับซื้อ หรือขั้นตอนการดําเนินการอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องรอความชัดเจนจากทางสมาคมฯ อีกครั้ง
- 마티촌 (태국어) — สมาคมท่องเที่ยวพัทยา ไม่ทิ้งวินจยย. จ่อรับซื้อเสื้อกั๊กสีน้ําเงิน ลดภาระคนขับ รอเคาะราคา-จํานวน [한국어/English]
สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เสนอแน [...]
- 카오솟 (태국어) — เอกนิติ สั่งเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวั่นซ้ําเติมบรรยากาศท่องเที่ยว-สายการบิน [한국어/English]
เอกนิติ สั่งเบรกเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หวั่นซ้ําเติมบรรยากาศท่องเที่ยว-สายการบิน ยอมรับหากเก็บจะซ้ําซ้อนกับที่เก็บขาเข้า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ได้หารือกับกรมสรรพากร และได้ตัดสินใจว่า เรื่องการเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรนั้น จะยังไม่ดําเนินการในขณะนี้ เนื่องจากตอนนี้ต้องให้ความสําคัญกับบรรยากาศด้านการท่องเที่ยว “เราต้องใช้โอกาสที่วันนี้ กระแสการจัดประชุม IMF-World Bank ดีมาก ทั่วโลกอยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก เราต้องการจะให้บรรยากาศเกิดความต่อเนื่อง ซึ่งจากที่ผมไปประชุม รมว.คลัง APEC ทุกคนบอกว่าอยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยกัน คิดว่าไตรมาส 4 การท่องเที่ยวก็น่าจะคึกคัก ดังนั้นเรื่องภาษีเดินทางออกนอกประเทศ วันนี้คงยังไม่ได้ใช้” ส่วนจะเลือกไปเป็นเมื่อใดนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า คงต้องขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะวันนี้หากเก็บจะทําให้สายการบินได้รับผลกระทบ เนื่องจากขาเข้าก็จะมีการเก็บค่าธรรมเนียม ดังนั้น หากจะเก็บทั้งขาเข้าและขาออก จะเป็นการซ้ําเติม
- 카오솟 (태국어) — ข่าวดีนักเดินทาง! คลังเบรกเก็บภาษีบินออกนอกประเทศ หวังอุ้มท่องเที่ยว [한국어/English]
ข่าวดีนักเดินทาง! คลังเบรกเก็บภาษีบินออกนอกประเทศ หวังอุ้มท่องเที่ยว 22 ต.ค. 2569 -นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่กรมสรรพากรเปิดรับฟังความเห็นมาตรการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศโดยเก็บเริ่มต้น 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาทนั้น ได้ตัดสินใจที่จะชะลอการใช้มาตรการดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อรักษาบรรยากาศภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศที่กําลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เป็นผลจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ระดับโลกอย่าง IMF-WBG 2026 ที่ผ่านมาช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างมาก ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการเดินทางกลับมา ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบและวิกฤตสงครามในแถบตะวันออกกลาง ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งปรับเส้นทางและประสานเข้ามาพูดคุยเพื่อใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางมากขึ้น นอกจากนี้ จากการเดินทางไปร่วมการประชุม APEC ที่ผ่านมา ได้รับเสียงสะท้อนในทิศทางเดียวกันว่าทั่วโลกมีความตั้งใจที่จะเดินทางมายังประเทศไทย ส่งผลให้คาดการณ์ว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 จะมีความคึกคักเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่ควรก่อให้เกิดภาระทางภาษีที่สูงเกินไปในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะต่อภาคธุรกิจสายการบินและนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการซ้ําเติมภาระค่าใช้จ่ายทั้งขาเข้าและขาออก จึงตัดสินใจชะลอการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศในส่วนของกรมสรรพากรออกไปก่อน เพื่อขอประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ และปล่อยให้ความเชื่อมั่นของการท่องเที่ยวเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ “เรื่องการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศตอนนี้เราจะยังไม่นํามาใช้ เพราะเราต้องการรักษาบรรยากาศที่คนอยากกลับมาเที่ยวประเทศไทยไว้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยต่อไป” ทั้งนี้ รมว.คลัง ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า มาตรการที่สั่งชะลอนั้นเป็นภาษีขาออกซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร ส่วนกรณีค่าธรรมเนียมหรือภาษีการท่องเที่ยวขาเข้านั้น ยังคงอยู่ในความดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตามเดิม
- 마티촌 (태국어) — ‘เอกนิติ’ ชะลอเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท ห่วงเพิ่มภาระ รักษาโมเมนตัมท่องเที่ยวไตรมาส 4 [한국어/English]
คลัง ชะลอเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท หวังรักษ [...]
4주요
태국기타최종 61.7
근거 출처 9개 보기
- 카오솟 (태국어) — จับเด็กเรียนดี หิ้วยาบ้ากว่า 4 พันเม็ด รับถูกจ้างส่งพัสดุ โดยไม่รู้ว่าคืออะไร [한국어/English]
จับเยาวชนหญิงเรียนดีอายุ 15 ปี หิ้วยาบ้ากว่า 4 พันเม็ด รับสารภาพถูกจ้างส่งพัสดุปริศนา จากสังขละบุรีมาทองผาภูมิ โดยไม่รู้ว่าคืออะไร หวังหารายได้พิเศษช่วงปิดเทอม ลดภาระครอบครัว เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 22 ต.ค.2569 พ.ต.อ.ปริญญา ใคร่ครวญ ผกก.สภ.ทองผาภูมิ พ.ต.ท.คณิศร พันบุดดา รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.กฤตญุตม์ นุ่นชูคัน รอง ผกก.ป. และ พ.ต.ท.ภาวัต ธรรมวิเศษ สว.สส. ร่วมกับนายอนุสรณ์ สง่าแสง นายอําเภอทองผาภูมิ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ เจ้าหน้าที่ร้อย ตชด.135 จับกุมเยาวชนหญิง พร้อมของกลางยาบ้า 4,038 เม็ด สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตํารวจได้รับแจ้งจากสายข่าวว่า จะมีขบวนการค้ายาเสพติดว่าจ้างให้เยาวชนนํายาเสพติด จากชายแดนอําเภอสังขละบุรีเข้ามาในเขตอําเภอทองผาภูมิ ด้วยการใช้รถยนต์ตู้โดยสารประจําทางเป็นพาหนะ หลังจากได้รับแจ้งวางแผนเพื่อทําการจับกุม โดยมีเจ้าหน้าที่ ตร.สภ.ทองผาภูมิคอยติดตามรถตู้คันดังกล่าว พร้อมทั้งสั่งการไม่ให้เจ้าหน้าที่ประจําจุดตรวจร่วมสามแยกทองผาภูมิ ทําการเรียกรถยนต์ตู้เพื่อตรวจค้น แต่ให้เจ้าหน้าที่ไปวางกําลังเอาไว้โดยรอบ บริเวนท่าจอดรถยนต์โดยสาร ภายในตลาดทองผาภูมิแทน [...]
- 마티촌 (태국어) — น.ร.หญิงม.3 หารายได้หวังลดภาระครอบครัว รับจ้างส่งพัสดุปริศนา สุดท้ายพบยาบ้า 4 พันเม็ด [한국어/English]
น.ร.สาวม.3 หารายได้พิเศษหวังลดภาระครอบครัว รับจ้างส่งพั [...]
- 카오솟 (태국어) — ตร.ชลบุรีไม่ปล่อยผ่าน! นทท.ถูกทําร้ายชิงทรัพย์กลางพัทยารู้ตัวแล้วเป็นเพื่อนร่วมชาติ จับได้แล้ว 1 คน [한국어/English]
ตํารวจชลบุรีไม่ปล่อยผ่าน! นักท่องเที่ยวต่างชาติถูกทําร้าย–ชิงทรัพย์กลางพัทยา แกะรอยจนรู้ตัวผู้ต้องหา พบเป็นชาวต่างชาติสัญชาติเดียวกับผู้เสียหาย ยังไม่พบข้อมูลเดินทางออกนอกประเทศ จับได้แล้ว 1 เร่งล่าอีก 1 วันที่ 22 ต.ค.2569 พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยความคืบหน้าคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกทําร้ายและชิงทรัพย์บริเวณถนนทัพพระยา เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2569 ที่ผ่านมาว่า จากเหตุการณ์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกทําร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ บริเวณถนนทัพพระยา เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2569 ซึ่งสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ตามนโยบายของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และข้อสั่งการของผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค 2 ให้เร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมและดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง โดย พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี กําชับให้เร่งคลี่คลายคดีและติดตามผู้ต้องหามาดําเนินคดีโดยเร็ว ตนได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด รวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย ก่อนยื่นคําร้องขอออกหมายจับต่อศาลจังหวัดพัทยา โดยจับได้แล้ว 1 คน ล่าสุด ศาลจังหวัดพัทยาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 รายแล้ว [...]
- 마티촌 (태국어) — ‘สมชัย’ เผย ตร.ออกหมายเรียก ‘ณัฐวุฒิ’ คดีทําร้ายร่างกาย ครั้งที่ 3 หากไม่มาจ่อขอหมายจับ [한국어/English]
‘สมชัย’ เผย ตร.ออกหมายเรียก ‘ณัฐวุฒิ’ คดีทําร้ายร่างกาย [...]
- 카오솟 (태국어) — ‘แม่ภัทร’ ปาดน้ําตาหลังเปิดตู้เซฟ ทรัพย์สิน 9 ล้าน เหลือไม่ถึงล้าน หวังลูกชายนํามาคืน [한국어/English]
‘แม่ภัทร’ ปาดน้ําตาหลังเปิดตู้เซฟ ทรัพย์สิน 9 ล้าน เหลือไม่ถึงล้าน หวังลูกชายนํามาคืน พร้อมเตรียมแจ้งความบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขโมยทรัพย์สินในตู้เซฟ 22 ต.ค. 69 – เวลา 17.30 น. ที่ สน.วังทองหลาง กรุงเทพฯ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตํารวจพา น.ส.นภัทร หรือ “แม่ภัทร” อายุ 63 ปี เปิดดูทรัพย์สินภายในตู้เซฟ แม่ภัทร ปาดน้ําตาเล่าว่า ในตู้เซฟ จะแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นที่เก็บทองคําแท่งและรูปพรรณไว้ในถุง พอหยิบดูกลับไม่เจออะไรเลย เปิดออกมาไม่พบทองคําแท่งน้ําหนัก 10 บาท ที่เก็บไว้ประมาณ 10 แท่งหายไป เหลือเพียงทองรูปพรรณเส้นเล็กน้ําหนัก 1 บาท สร้อยข้อมือบางส่วน ส่วนชั้นที่ล่าง เป็นที่เก็บเงินสดหลายล้านบาท ก็หายไปหมด เหลือเพียงแค่ธนบัตรเก่า ๆ ที่สะสมไว้ รวมไปถึงโฉนดที่ดินบางฉบับ นอกจากทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว ยังเหลือทรัพย์สินประเภทกระเป๋าแบรนด์เนม แหวนที่รับมาจากคุณแม่ของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจเป็นอย่างมาก [...]
5참고
태국기타최종 60.8
근거 출처 2개 보기
- 마티촌 (태국어) — เกษตรกรกังวล ลิขสิทธิ์กะเพราทําชาวสวนผวา หวั่นกระทบวิถีชีวิตเกษตรกรไทย [한국어/English]
เกษตรกรกังวล ลิขสิทธิ์กะเพราทําชาวสวนผวา หวั่นกระทบวิถีช [...]
- webmaster@thaipbs.or.th — DOA แจง CPRAM ครองสิทธิเฉพาะ 4 สายพันธุ์ ไม่กระทบคนปลูกกะเพราทั่วไป [한국어/English]
วันนี้ (22 ต.ค.2569) กรณีบริษัท ซีพีแรม จํากัด (CPRAM) ขึ้นทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ทําให้เกิดข้อสงสัยว่า ประชาชนและเกษตรกรทั่วไปจะยังสามารถปลูกกะเพราไว้รับประทาน ขยายพันธุ์ หรือปลูกเพื่อจําหน่ายได้ตามปกติหรือไม่ ล่าสุด กรมวิชาการเกษตรและสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยชี้แจงว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับสิทธิ ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย นางธิดากุญ แสนอุดม ผู้อํานวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ปัจจุบันมีพันธุ์กะเพราที่ขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 จํานวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์แก้วจุรี เบอร์ 01–04 ซึ่งเป็นของบริษัท ซีพีแรม จํากัด และอีก 1 สายพันธุ์เป็นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สําหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ของ CPRAM เกิดจากการพัฒนาพันธุ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พันธุ์กะเพรา เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้วิธีชักนําให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยสารเคมีและเพิ่มจํานวนชุดโครโมโซมเป็น 2 เท่า หรือดับเบิลโครโมโซม จนได้กะเพราพันธุ์ใหม่ 4 เบอร์ ที่มีลักษณะใบใหญ่ขึ้นตามความต้องการของบริษัท เป้าหมายของการพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวคือการจัดหาวัตถุดิบสําหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารของ CPRAM โดยบริษัทไม่ได้จําหน่ายเมล็ดพันธุ์ทั้ง 4 สายพันธุ์ให้แก่ประชาชนทั่วไป แต่ใช้ปลูกผ่านเกษตรกรในเครือข่าย เพื่อส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงานของบริษัทโดยเฉพาะ เกษตรกรยังปลูก-เก็บใบขาย-เก็บเมล็ด กะเพราทั่วไปได้ ในส่วนของสิทธิเกษตรกรและประชาชน กรมวิชาการเกษตรชี้แจงว่า ประชาชนยังสามารถซื้อกะเพรามาปลูก เก็บใบไปจําหน่าย หรือนําไปประกอบอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ตามปกติ รวมถึงสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในรอบถัดไปได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการเก็บเมล็ดไว้ใช้ปลูกต่อ ออกจากการนําเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ภายใต้สิทธิคุ้มครองไปผลิตและจําหน่ายเป็นการค้า เพราะกรณีหลังอาจกระทบต่อสิทธิของผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืช จึงต้องตรวจสอบสถานะของพันธุ์และเงื่อนไขการอนุญาตก่อนดําเนินการ ไม่ควรเหมารวมว่า เมล็ดกะเพราทุกชนิดห้ามเก็บหรือห้ามขายต่อ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่เอกชนได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ไม่ได้หมายความว่า เอกชนมีสิทธิเหนือกะเพราทุกต้นในประเทศ แต่สิทธิในการขยายพันธุ์และจําหน่ายเมล็ดของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย สําหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับการนําพันธุ์พืชมาใช้พัฒนาพันธุ์ใหม่และการแบ่งปันผลประโยชน์ กรมวิชาการเกษตรระบุว่า บริษัทเอกชนได้ยื่นขออนุญาตเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า พร้อมเสนอโครงการปรับปรุงพันธุ์ และดําเนินการแบ่งปันผลประโยชน์เข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับหลักการกํากับดูแลการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมพืช ซึ่งต้องพิจารณาแยกจากสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ที่พัฒนาขึ้นภายหลัง โดยการขึ้นทะเบียนพันธุ์ใหม่ไม่ได้ทําให้ผู้ทรงสิทธิได้กรรมสิทธิ์เหนือพันธุ์พื้นเมืองหรือทรัพยากรพันธุกรรมทั้งหมดที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน กฎหมายไทยต่างจาก UPOV 1991 แง่ระยะเวลา-ขอบเขตความคุ้มครอง กรมวิชาการเกษตรยังเปรียบเทียบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยกับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยระบุว่ามีความแตกต่างทั้งระยะเวลาคุ้มครองและขอบเขตสิทธิ ตามข้อมูลที่กรมฯ ชี้แจง กฎหมายไทยกําหนดระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 12 ปี ขณะที่กรอบ UPOV 1991 กําหนดระยะเวลาขั้นต่ําแตกต่างกันตามประเภทพืช โดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 ปีสําหรับพืชส่วนใหญ่ และไม่น้อยกว่า 25 ปีสําหรับไม้ยืนต้นและองุ่น ด้านขอบเขตการคุ้มครอง กรมฯ อธิบายว่า กฎหมายไทยให้ความสําคัญกับส่วนขยายพันธุ์ ขณะที่กรอบ UPOV มีข้อกําหนดที่อาจขยายการคุ้มครองไปถึงผลผลิตในบางกรณี เช่น เมื่อผลผลิตได้มาจากการใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ละเมิดสิทธิ และผู้ทรงสิทธิไม่มีโอกาสใช้สิทธิในขั้นตอนก่อนหน้า ทั้งนี้ การตรวจสอบย้อนกลับและการบังคับใช้สิทธิต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกําหนด ไม่ใช่ว่าผลผลิตที่มีลักษณะคล้ายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองจะถูกถือว่าละเมิดสิทธิทั้งหมดโดยอัตโนมัติ สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยชี้ ตลาดยังมีทางเลือกกว่า 300 สายพันธุ์ ด้าน นางบุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ระบุว่า การขึ้นทะเบียนพันธุ์กะเพราของ CPRAM ไม่น่ากระทบต่อราคาอาหารหรือทําให้ตลาดเมล็ดพันธุ์ปั่นป่วนอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากประเทศไทยยังมีทางเลือกเมล็ดพันธุ์กะเพรามากกว่า 300 สายพันธุ์ และเกษตรกรมีเสรีภาพในการเลือกซื้อพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกและความต้องการของตลาด แม้บริษัทเอกชนจะขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชเพื่อใช้ในกิจการของตนเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถควบคุมตลาดกะเพราทั้งหมดได้ เพราะยังมีพันธุ์อื่นให้เกษตรกรเลือกใช้ และราคายังขึ้นอยู่กับกลไกการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตและผู้จําหน่ายเมล็ดพันธุ์ นายบุญญานาถยังเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศเวียดนาม ซึ่งมีข้อจํากัดจากภาครัฐในบางด้าน โดยเห็นว่าสถานการณ์ตลาดของแต่ละประเทศมีเงื่อนไขแตกต่างกัน สําหรับประเทศไทย การมีพันธุ์กะเพราหลากหลายและการแข่งขันในตลาดช่วยให้เกษตรกรยังมีทางเลือก ไม่จําเป็นต้องพึ่งพาพันธุ์ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น ส่วนความกังวลว่า ราคาอาหารอาจสูงขึ้นในอนาคต สมาคมฯ มองว่า ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มเป็นปัจจัยสําคัญมากกว่าเรื่องการขึ้นทะเบียนเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากพลังงานเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต การขนส่ง และกระบวนการแปรรูปอาหารโดยรวม อ่านข่าว : รองโฆษก รบ. คลายข้อข้องใจ "กะเพรา" ทุกคนยังปลูก-ค้าขายสายพันธุ์ทั่วไปได้ รัฐบาลยัน CPRAM จดทะเบียน "กะเพรา" ไม่ห้ามปลูกแต่ห้ามขาย 4 สายพันธุ์ สรรพากรจ่อฟ้องล้มละลาย "ทักษิณ" มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
6참고
태국과학·기술·산업최종 60.5
근거 출처 3개 보기
- 카오솟 (태국어) — ‘เอกนิติ’ ชี้ 5 คลื่นยักษ์ถล่มศก. เร่งอุดรอยรั่วการคลัง-พลิกประเทศสู่พลังงานสะอาด [한국어/English]
รมว.คลัง ชี้โลกเผชิญ 5 เสี่ยง ทั้งสงครามการค้า ดอกเบี้ยสูง AI ภูมิอากาศแปรปรวน วิกฤตพลังงาน เร่งช่วยคนตัวเล็กตรงเป้า ดึงทุนอุตฯ แห่งอนาคต นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027: อนาคตเศรษฐกิจไทย” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนเรือลําเล็กที่เผชิญคลื่นลมผันผวน โดยเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสําคัญ 5 ด้าน ได้แก่ โลกแตกขั้วและสงครามการค้า อัตราดอกเบี้ยสูง เทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตพลังงาน ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจไทยได้ตลอดเวลา นายเอกนิติกล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี สูงกว่า 5% ขณะที่ของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.4% สะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนการกู้ยืม โดยไทยได้ประโยชน์จากการรักษาวินัยการคลัง ส่งผลให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองของไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ ช่วยรักษาความเชื่อมั่นและลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน รัฐบาลจึงต้องรักษาวินัยการคลัง ควบคุมการขาดดุล และบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ พร้อมใช้งบประมาณที่มีจํากัดช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างตรงเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจากการช่วยเหลือระยะสั้นเป็นการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ระยะยาว หนึ่งในแนวทางสําคัญคือ [...]
- webmaster@thaipbs.or.th — "เอกนิติ" ดันไทยสู่ Second Take-off รับมือ 5 คลื่นมรสุมโลก เร่งอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ [한국어/English]
วันนี้ (22 ต.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027: อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน CEO Econmass Awards 2026 ระบุว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมประจําปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings 2026) สะท้อนศักยภาพและบทบาทของไทยบนเวทีโลก โดยได้รับความสนใจจากนานาประเทศ ทั้งด้านการจัดงาน วัฒนธรรม และโอกาสการลงทุน โดยกางยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy 2027 มุ่งผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take-off หรือการทะยานขึ้นรอบใหม่ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 5 ด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ต้นทุนทางการเงินสูง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง รักษาวินัยการคลัง ช่วยเหลือประชาชนตรงกลุ่ม เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน รมว.คลัง กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจโลกกําลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยมี 5 ความเสี่ยงสําคัญ ได้แก่ 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า 2.อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง 3.แรงกดดันต่อฐานะการคลังและต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ 4.การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และ 5.ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ซึ่งล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก สําหรับไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เปรียบเสมือนเรือที่ต้องอุดรอยรั่ว ก่อนเผชิญคลื่นลมแรง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และข้อจํากัดด้านทรัพยากรภาครัฐ พร้อมใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และนักลงทุน ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลําเล็ก ที่ต้องเผชิญคลื่นลมแรง จึงจําเป็นต้องมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และต้องอุดรอยรั่วจากปัญหาที่สะสมมาในอดีต โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ ชูช่วยเหลือตรงกลุ่ม ใช้ AI เพิ่มโอกาสคนตัวเล็ก นายเอกนิติ กล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชนต้องเน้นกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีจํากัด จึงไม่สามารถใช้มาตรการเดียวกันช่วยเหลือทุกกลุ่มได้ แต่ต้องใช้นโยบายแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ในระยะยาว หนึ่งในแนวทางสําคัญคือการนํา AI มาใช้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยเฉพาะเครื่องมือ "นกกระซิบ" ที่ช่วยวิเคราะห์ยอดขายและรายได้ย้อนหลัง 4–5 เดือน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าวางแผนธุรกิจได้ดีขึ้น และใช้ข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อ จากสถาบันการเงิน สอดคล้องกับแนวคิด Small AI ที่เน้นเทคโนโลยีเข้าถึงง่าย ไม่ต้องลงทุนสูง แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจขนาดเล็กได้จริง สําหรับความเสี่ยงด้านพลังงาน นายเอกนิติ ระบุว่า ไทยยังพึ่งพาการนําเข้าน้ํามันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทําให้ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แทนการพึ่งพามาตรการอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียว รัฐบาลเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในวันที่ 26 ต.ค.2569 เพื่อให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดภาระค่าไฟฟ้า และต่อยอดการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้า โดยเบื้องต้นวางกรอบระยะเวลาไว้ 20 ปี พร้อมให้สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ประชาชนที่มีข้อจํากัดด้านเงินลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาระบบสายส่ง และสมาร์ทมิเตอร์รองรับการใช้พลังงานสะอาด ลงทุนคน–ดึงทุนต่างชาติ ปูทางเศรษฐกิจรอบใหม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน เป็นหัวใจสําคัญของการสร้างเศรษฐกิจรอบใหม่ เพราะช่วยเพิ่มผลิตภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยไทยยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จากจุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ยกตัวอย่างการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารมูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหาร โดยรัฐบาลประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกอบรมแรงงาน ให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ ผ่านแนวทาง Skill Bridge ที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงาน แม้แรงงานบางส่วนอาจย้ายไปทํางานกับบริษัทอื่นหลังผ่านการฝึกอบรม แต่ถือเป็นการยกระดับทักษะแรงงานไทยโดยรวม และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank ในปี 2534 เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการทะยานขึ้นทางเศรษฐกิจครั้งแรก หรือ First Take-off ก่อนที่ไทยจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2569 จึงเป็นโอกาสสําคัญในการสร้าง Second Take-off โดยต้องเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากเวทีโลกให้เป็นการลงทุนจริง พร้อมขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รักษาวินัยการคลัง ลงทุนในคน และเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อ่านข่าว: เอกชนชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape จี้รัฐเร่งปฏิรูป ปราบโกง–สร้างเสถียรภาพ หอการค้าฯ ชี้เวที IMF–World Bank ดึงเงินลงทุนหมื่นล้าน ยกระดับ MSME–ทักษะแรงงาน "ส่งออก" ยังเป็นพระเอกดันเศรษฐกิจ มั่นใจ ปีนี้โต 17.8% แรงหนุนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
- webmaster@thaipbs.or.th — เอกชนชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape จี้รัฐเร่งปฏิรูป ปราบโกง–สร้างเสถียรภาพ [한국어/English]
วันนี้ (22 ต.ค.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในงานสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจัดสัมมนาหัวข้อ New S-Curve Thailand ภายในงาน CEO Econmass Award 2026 ถึงเศรษฐกิจไทย ช่วง 10 เดือนแรกมีทิศทางดีขึ้น จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยประเมิน GDP ปี 2569 ขยายตัว 2.1–2.5% ขณะที่การส่งออกคาดเติบโต 18–25% สูงกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เติบโตสูงยังสะท้อนภาวะฟื้นตัวแบบ K-Shape โดยผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับสินค้าไฮเทค และบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และกิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ขณะที่สินค้าไทยที่มีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศสูง (Local Content) ทั้งสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเบา เติบโตไม่มากนัก ทําให้มูลค่าเพิ่มไม่กระจายสู่ห่วงโซ่การผลิตของไทยอย่างทั่วถึง ภาคเอกชนจึงเสนอให้เร่งผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพ พร้อมกําหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบไทยในการร่วมทุนกับต่างชาติไม่น้อยกว่า 40% ประธานหอการค้า กล่าวอีกว่า สภาและ กกร. เสนอ 5 วาระแห่งชาติต่อรัฐบาล ได้แก่ การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ซ้ําซ้อน การลดขั้นตอนอนุมัติและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วยระบบดิจิทัล การปฏิรูปการศึกษาและยกระดับทักษะแรงงาน ตลอดจนการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมครบวงจร เพื่อเพิ่มรายได้และกําลังซื้อให้เกษตรกรกว่า 11 ล้านคน พร้อมย้ําว่าประเทศต้องมีเสถียรภาพทางการเมือง ปราศจากการปฏิวัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเอื้อต่อการลงทุน ด้าน น.ส.พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้การส่งออกจะขยายตัวได้สูงถึง 17% แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มขาขึ้นเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคและธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า AI และ Data Center พลังงานหมุนเวียน และอาหารแห่งอนาคต ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมและเอสเอ็มอียังเผชิญข้อจํากัดด้านเทคโนโลยี กฎเกณฑ์คาร์บอน และการแข่งขันด้านราคา เป็นปัจจัยฉุดให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง 2.1–2.4% และยังไม่ถึงระดับ 3% ส.อ.ท.จึงเสนอให้ กรอ.เร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน 4 ด้าน ได้แก่ 1.Technology Transition นํา AI และนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและสร้างสินค้ามูลค่าสูง 2.Trade & Investment Transition เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกและกระจายตลาด 3.Workforce & Skill Transition พัฒนากําลังคนให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมอนาคต และ 4.Green Transition ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเชื่อว่าหากดําเนินการอย่างจริงจัง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะ 3% ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 25% และมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีก่อน สะท้อนความสนใจของนักลงทุน แม้เผชิญปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนยังมีลักษณะ K-Shape โดยธุรกิจขนาดใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนตลาด ขณะที่บริษัทขนาดเล็กได้รับความสนใจและมีปริมาณซื้อขายลดลง ตลท.จึงเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ BOI to IPO ชักชวนบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยภายใต้การส่งเสริมของ BOI ให้ใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนไทย พร้อมชี้ว่าการบูรณาการนโยบายระหว่างหน่วยงานรัฐ เป็นปัจจัยสําคัญในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยยกตัวอย่างจีนที่สามารถประสานความร่วมมือระหว่าง 7 กระทรวงเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้าน นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า การสร้าง New Economy ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งความเหลื่อมล้ํา หนี้นอกระบบ และเศรษฐกิจนอกระบบ โดยไทยสามารถต่อยอดธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว (Hospitality) เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับผู้ประกอบการไทย สู่การเป็นผู้นําระดับประเทศและภูมิภาค พร้อมสนับสนุนเงินทุนสําหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว สําหรับปัญหาเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อยาก นายธวัชชัย มองว่า ปัจจัยสําคัญส่วนหนึ่งมาจากการขาดข้อมูลทางการเงินที่โปร่งใส และงบการเงินมาตรฐาน หากผู้ประกอบการมีข้อมูลรายรับ รายจ่าย และยอดขายที่ตรวจสอบได้ จะช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชําระหนี้ และพิจารณาสินเชื่อได้เหมาะสมมากขึ้น พร้อมเสนอให้รัฐและเอกชนกําหนดเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ชัดเจน ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และเน้นลงมือปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก อ่านข่าว: "ส่งออก" ยังเป็นพระเอกดันเศรษฐกิจ มั่นใจ ปีนี้โต 17.8% แรงหนุนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ธปท. ชูเวที IMF-เวิลด์แบงก์ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน–สกัดภัยการเงินดิจิทัล หอการค้าฯ ชี้เวที IMF–World Bank ดึงเงินลงทุนหมื่นล้าน ยกระดับ MSME–ทักษะแรงงาน
7참고
태국기타최종 59.9
근거 출처 2개 보기
- 마티촌 (태국어) — ราศีใดการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี การได้งานใหม่จะช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรชีวิตจําเจ [한국어/English]
ดาวกับดวง วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2569 ท่านผู้อ่านโปรดทรา [...]
- 카오솟 (태국어) — ดูดวง ราศีชีวิตหลุดพ้นวิบากกรรม บุญเก่าหนุนนํา เงินคล่องตัว หมดเคราะห์หมดโศก [한국어/English]
ดูดวง ราศีชีวิตหลุดพ้นวิบากกรรม บุญเก่าหนุนนํา เงินคล่องตัว หมดเคราะห์หมดโศก หมดทุกข์หมดภัย การงานก็กลับมามีความหวัง ช่วงนี้ดวงชะตาของแต่ละคนและแต่ละราศีมีการเปลี่ยนแปลง โดยอาจเปลี่ยนแปลงทั้งในทางที่ดีและเปลี่ยนแปลงในทางต้องระมัดระวัง หมอบอย เคลียร์ชัด หมอดูชื่อดังขวัญใจสายมู โพสต์ภาพและข้อความคําพยากรณ์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เผยถึงดวงชะตาครั้งใหญ่ของราศี ที่กําลังจะพ้นเคราะห์ หลุดพ้นจากวิบากกรรม และเตรียมต้อนรับสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ชีวิตอย่างเต็มตัว สําหรับรายชื่อ 5 ราศีที่ดวงชะตากําลังจะพลิกฟื้นและโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ ราศีมีน ราศีมิถุน ราศีพิจิก ราศีสิงห์ และราศีเมษ ซึ่งถือเป็นกลุ่มราศีที่ช่วงที่ผ่านมาอาจต้องเผชิญกับอุปสรรค ความเหนื่อยยาก หรือปัญหาความติดขัดในชีวิตมาอย่างต่อเนื่อง หมอบอย เคลียร์ชัด ระบุคําพยากรณ์เพิ่มเติมว่า ดวงชะตาของทั้ง 5 ราศีนี้กําลังจะเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี สิ่งใดที่เคยติดขัดจะเริ่มคลี่คลายและมีทางออกที่ดีขึ้น ในส่วนของผู้ที่เคยคิดร้าย ใส่ร้าย หักหลัง หรือนินทาว่าร้าย จะต้องได้รับผลแห่งการกระทําย้อนกลับไปตามกฎแห่งกรรม นอกจากนี้ บุญเก่าที่เคยสร้างและกุศลที่เคยทําไว้ จะกลับมาหนุนนําให้เจ้าชะตาได้พบเจอแต่สิ่งดีๆ คนดีๆ และโอกาสดีๆ ส่งผลให้สถานการณ์การเงินกลับมาคล่องตัว ขณะที่เรื่องการงานก็กลับมามีความหวังและสดใสขึ้นกว่าเดิม คําพยากรณ์ยังอวยพรให้ผู้ที่อยู่ใน 5 ราศีดังกล่าวหมดเคราะห์ หมดโศก หมดทุกข์ หมดภัย [...]
8관찰
9관찰
태국기타최종 59.9
근거 출처 2개 보기
- 마티촌 (태국어) — ‘โสภณ’ นัดสภา 28-29 ต.ค.วาระปกติ ยังไม่บรรจุซักฟอก ‘กรวีร์’ ย้ํา ครม.พร้อมตอบ 26-29 ต.ค. [한국어/English]
‘โสภณ’ ออกวาระนัดประชุมสัปดาห์หน้า 28-29 ต.ค. ถกเรื่องป [...]
- webmaster@thaipbs.or.th — "กล้าธรรม" ไม่ปิดประตูร่วม รบ. ขอเวลาอภิปรายซักฟอกตามสัดส่วน สส. [한국어/English]
วันนี้ (22 ต.ค.2569) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกระแสคาดการณ์ทิศทางทางการเมืองของพรรค หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมอวยพรวันเกิด สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมไม่เคยปิดประตูการเข้าร่วมรัฐบาล แต่ไม่ต้องการให้ตีความเหตุการณ์ดังกล่าวเกินกว่าข้อเท็จจริง นายอรรถกร ระบุว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ภายในห้องด้วย แต่ไม่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยเข้าใจว่านายอนุทินเดินเข้ามาพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม หลังจากปิดประชุมแล้ว เนื่องจาก สส.เชียงใหม่ของพรรคเชิญ ร.อ.ธรรมนัส มาอวยพรวันเกิด ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย จึงเป็นการพบปะตามปกติของคนรู้จัก ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์ เพื่อส่งสัญญาณทางการเมือง ส่วนบรรยากาศที่เป็นไปอย่างชื่นมื่น นายอรรถกร กล่าวว่า ไม่ทราบว่าสมาชิกคนอื่นรู้สึกอย่างไร แต่เจ้าของวันเกิดน่าจะดีใจ ที่มีบุคคลสําคัญระดับประเทศมาร่วมอวยพร พร้อมย้ําว่า พรรคกล้าธรรม ไม่เคยปิดโอกาสในการร่วมรัฐบาล ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้หลายครั้ง เมื่อถามถึงทิศทางหลังจากนี้ นายอรรถกร กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส กําชับสมาชิกพรรคมาโดยตลอดว่า "พรรคกล้าธรรมเราไปไหน เราไปด้วยกัน" แต่เมื่อถูกถามว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใดต่อ เจ้าตัวระบุว่า ยังไม่ทราบ และคงต้องรอให้ทุกคนรับรู้พร้อมกัน วิป 3 ฝ่ายไร้ข้อตกลงกรอบซักฟอก กธ.ยืนยันสิทธิฝ่ายค้าน อีกประเด็นสําคัญ นายอรรถกร กล่าวถึงการกําหนดกรอบเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร หรือวิป 3 ฝ่าย ล่มเป็นครั้งที่ 2 โดยระบุว่า ในที่ประชุมมีความพยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหาแล้ว แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างกัน จึงต้องรอดูท่าทีของวิปรัฐบาล พร้อมเสนอว่าหากต้องการให้การหารือได้ข้อยุติ ทุกฝ่ายจําเป็นต้องประนีประนอมและถอยคนละก้าว เพราะไม่สามารถได้ทุกอย่างตามที่แต่ละฝ่ายต้องการ สําหรับข้อเรียกร้องเรื่องเวลาอภิปรายของพรรคกล้าธรรม นายอรรถกร กล่าวว่า พรรคยังมีสถานะเป็นฝ่ายค้านตามกฎหมาย จึงมีสิทธิใช้เวลาอภิปรายในสัดส่วนของฝ่ายค้าน โดยพรรคมีจํานวน สส. คิดเป็นประมาณร้อยละ 12–13 ของ สส.ทั้งหมด และต้องการใช้เวทีสภาสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น กับประชาชนให้รัฐบาลรับทราบ เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรมจะอภิปรายสนับสนุนญัตติของฝ่ายค้าน หรือจะช่วยชี้แจงให้รัฐบาล นายอรรถกร ระบุว่า ยังไม่สามารถตอบแทนสมาชิกได้ เพราะไม่สามารถบังคับ สส. ในพรรคให้เลือกว่าจะชมหรือวิจารณ์รัฐบาล การอภิปรายจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และความคิดเห็นของสมาชิกแต่ละคน อย่างไรก็ตาม พรรคยืนยันว่า เนื้อหาที่จะอภิปรายต้องอยู่ภายใต้กรอบญัตติไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านยื่นไว้ ไม่ใช่การอภิปรายเรื่องอื่นนอกเหนือจากญัตติ เมื่อถูกถามว่า หากฝ่ายค้านไม่จัดสรรเวลาในสัดส่วนของฝ่ายค้านให้พรรคกล้าธรรม จะดําเนินการอย่างไร นายอรรถกร กล่าวว่า "ก็ต้องสู้กัน" เพราะเห็นว่าพรรคมีสิทธิใช้เวทีรัฐสภาเช่นเดียวกับสมาชิกพรรคอื่น พร้อมระบุว่า ตนไม่ได้เรียกร้องเวลามากเกินไป แต่ต้องมีเวลาเพียงพอสําหรับการอภิปรายประเด็นที่ต้องการสะท้อน ส่วนกรอบเวลาอภิปรายที่ฝ่ายค้านเสนอไว้ 4–5 วัน นายอรรถกร มองว่า ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่ายและความพร้อมของ ครม.กับรัฐสภาว่า จะกําหนดวันอภิปรายได้เมื่อใด รวมถึงจะสามารถปรับลดเวลาได้หรือไม่ โดยเห็นว่าการลดเวลาลงเล็กน้อย ไม่จําเป็นต้องทําให้เนื้อหาการอภิปรายลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีประสบการณ์อภิปรายครอบคลุมหลายประเด็นอยู่แล้ว สําหรับการลงมติไม่ไว้วางใจ นายอรรถกร ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะหารือกันภายในพรรคก่อนตัดสินใจ โดยย้ําว่าสมาชิกมีการพูดคุยร่วมกันเสมอ อ่านข่าว : วันซักฟอกไม่ลงตัว วิป 3 ฝ่ายล่มครั้งที่ 2 หลังฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ เฝ้า 242 สินค้าสกัดขึ้นราคา หลังดีเซลพุ่ง "ค้าภายใน" จ่อฟันพ่อค้าปั่นราคาไข่ DOA แจง CPRAM ครองสิทธิเฉพาะ 4 สายพันธุ์ ไม่กระทบคนปลูกกะเพราทั่วไป
10관찰
태국기타최종 59.9
근거 출처 2개 보기
- 마티촌 (태국어) — นิติศาสตร์ ม.รามคําแหง ออกประกาศกรณี น.ศ.ส่งข้อความแจกกล้วย ฉุนอาจารย์ไม่บอกแนวข้อสอบ [한국어/English]
นิติศาสตร์ ม.รามคําแหง ออกประกาศกรณี น.ศ.ส่งข้อความแจกกล [...]
- 카오솟 (태국어) — สธ.ยกเลิกคําสั่งลงโทษ ปลด “หมอสุภัทร” ออกจากราชการแล้ว [한국어/English]
รองปลัด สธ. รักษาราชการแทน ลงนามคําสั่ง ยกเลิกปลด “หมอสุภัทร” ออกจากราชการแล้ว หลังก.พ.มีมติให้ยกเลิกคําสั่งลงโทษดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข มีคําสั่งยกเลิกคําสั่งลงโทษ ปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ ตามมติคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หลังสํานักงาน ก.พ. ตรวจสอบรายงานการดําเนินการทางวินัยตามมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 และมีมติให้ยกเลิกคําสั่งลงโทษดังกล่าว หนังสือกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 16 ต.ค.69 เรื่อง ยกเลิกคําสั่งลงโทษทางวินัยรายนายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ตามมติ ก.พ. ระบุว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขมีคําสั่งที่ 5/2569 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ ต่อมาได้รับแจ้งผลการตรวจสอบจากสํานักงาน ก.พ. ซึ่งมีมติให้ยกเลิกคําสั่งดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงออกคําสั่งที่ 21/2569 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2569 เพื่อยกเลิกคําสั่งลงโทษปลดออกจากราชการตามมติ [...]